thansettakij
thansettakij
ธปท.เกาะติดสินเชื่อ‘นอนแบงก์’ หวั่นสร้างหนี้สะสมครัวเรือน

ธปท.เกาะติดสินเชื่อ‘นอนแบงก์’ หวั่นสร้างหนี้สะสมครัวเรือน

07 ต.ค. 59 | 02:00 น.
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีในช่วงหลายปีทีผ่านมา ยังยืนระดับเกิน 80 % เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวช้า และข้อจำกัดรายได้ที่ส่งผลต่อการชำระหนี้ แม้แนวโน้มเงินให้กู้ยืมแก่ภาครัวเรือนจะชะลอลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม จากที่เคยเติบโตเลข 2 หลักในช่วงปี 2556 ได้ปรับลดลงมาตลอด ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ ไตรมาส2/2559 เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 11.24 ล้านล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.67 แสนล้านบาท หรือโต 4.33% แต่ชะลอลงจากไตรมาส 1/2559 ที่ขยาย 4.72%

[caption id="attachment_103846" align="aligncenter" width="700"] หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ภาคครัวเรือน[/caption]

แบงก์เข้มปล่อยกู้ภาคครัวเรือน

สาเหตุเนื่องจากปริมาณสินเชื่อใหม่ที่สถาบันการเงินให้แก่ภาคครัวเรือนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม2559 เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2559 โดยส่วนใหญ่เป็นการชะลอลงในสินเชื่อใหม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ในทุกวัตถุประสงค์ของการขอสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์โดยผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(แบงก์รัฐ)

การชะลอลงของสินเชื่อใหม่ที่ให้แก่ภาคครัวเรือน ยังสอดคล้องกับผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 ที่ชี้ว่าสถาบันการเงินยังคงความเข้มงวดมาตรฐานการให้สินเชื่อภาคครัวเรือนจากไตรมาสก่อน ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนมีแนวโน้มหันไปกู้ยืมผ่านช่องทางสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) มากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่เร่งตัวขึ้นมาก สวนทางกับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ลดลง

เหตุที่ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อก็สืบเนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนที่ด้อยลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนจากอัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเอ็นพีแอลสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มจากสัดส่วน 2.56%, 2.58% ในไตรมาส4/2558 และ 1 /2559 ตามลำดับ มาอยู่ที่ 2.60% ในไตรมาส 2/2559 และเอ็นพีแอลสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มจาก 2.44%, 2.60% ในไตรมาส4/2558 และ ไตรมาส1/2559 ตามลำดับ มาเป็น 2.7 % ในไตรมาส2/2559 เป็นต้น

[caption id="attachment_103847" align="aligncenter" width="700"] เงินให้กู้ยืมภาคครัวเรือน เงินให้กู้ยืมภาคครัวเรือน[/caption]

จับตานอนแบงก์ปล่อยกู้ครัวเรือนรายได้ต่ำ

รายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับสิ้นเดือนกันยายน 2559 ระบุว่าแม้รายได้เกษตรกรจะดีขึ้นส่งผลดีต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต แต่หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจยังฟื้นแบบอย่างค่อยเป็นค่อยไปครัวเรือน ทำให้ครัวเรือนยังต้องใช้ เวลาในการปรับตัวทางการเงินอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้จากการที่นอนแบงก์ส่วนใหญ่ปล่อยให้กับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นการสะสมความเปราะบางต่อภาคครัวเรือนในอนาคต

"สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ Non-bank ส่วนใหญ่ปล่อยให้กับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นการสะสมความเปราะบางต่อภาคครัวเรือนในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป "
ขณะที่บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าหนี้ครัวเรือนสิ้นปีนี้ จะขยายตัวในกรอบ 3.5-4.0% ต่ำกว่าปี 2558 ที่ขยายตัว 5.23% จากการที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังระมัดระวังนโยบายเครดิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในสิ้นปี 2559 ลงมาที่กรอบ 81.0 – 82.0%

เปลี่ยนนิยามหนี้ครัวเรือนสุทธิเหลือ 75%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังวิเคราะห์ถึงแนวคิดที่ภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงนิยามของ "หนี้ครัวเรือน" โดยการให้รวม "หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) " เข้ามาคำนวณในฐานหนี้ครัวเรือนและตัดหนี้ที่ครัวเรือนก่อขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินธุรกิจออกจากการคำนวณนั้น ทางศูนย์วิจัยฯประเมินว่าหนี้ กยศ.ที่จำนวนราว 2 แสนล้านบาท เมื่อหักกลบกับหนี้ครัวเรือนเพื่อประกอบธุรกิจ มีประมาณกว่า 1.07 ล้านล้านบาท (คำนวณจากข้อมูลของธนาคารพาณิชย์)

ดังนั้นหนี้ครัวเรือนมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ที่ 10.37 ล้านล้านบาท หรือปรับลดลง 8.7 แสนล้านบาทจากระดับปัจจุบันที่ 11.24 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี สามารถปรับลดลงมาอยู่ระดับ 75.0% จาก ณ สิ้นไตรมาส 2/2559 ที่อยู่ที่ 81.3%

อย่างไรก็ดีแม้ผลสุทธิแล้วหนี้ครัวเรือนไทยทั้งในมิติของจำนวนหนี้ครัวเรือน และสัดส่วนต่อจีดีพีจะปรับลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงตามนิยามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนจะมีภาระหนี้ลดลง ซึ่งเท่ากับว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงก็จะยังเป็นข้อจำกัดในการใช้จ่ายของครัวเรือนต่อไป

เทียบเอเชียหนี้ไทยแซงสินทรัพย์

ด้านดร.ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี ผู้ถือหุ้นหลักของ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยถึง " Global Wealth Report" หรือรายงานความมั่งคั่งทั่วโลก โดยในส่วนของสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย หนี้สินมีอัตราเติบโตสูงกว่าสินทรัพย์ และจากการเติบโตด้านสินเชื่ออย่างสม่ำเสมอส่งผลให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 45.1% เป็น 81.6% และเทียบกับประเทศในแถบเอเชียแล้ว ครัวเรือนไทยมีอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สินถือว่าเลวร้ายสุด

กล่าวคือประเทศไทยมีสินทรัพย์ทางการเงินต่อหัวสุทธิอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก และเป็นอันดับที่ 8 ของเอเชีย คิดเป็นวงเงินเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 6,070 ยูโร (238,000 บาท) แต่หลังจากหักหนี้สินแล้ว สินทรัพย์ทางการเงินสุทธิเฉลี่ยหดหัว เหลือเพียง 1,920 ยูโร (75,000 บาท) เมื่อเทียบกับประเทศที่มีสินทรัพย์สุทธิต่อหัวสูง เช่น ประเทศมาเลเซีย ค่าเฉลี่ยของประเทศมาเลเซียสูงกว่าไทยถึง 4 เท่า หรือเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 7,670 ยูโร (300,456 บาท) ขณะที่ญี่ปุ่นมากกว่าของประเทศไทยถึง 43 เท่า ดังนั้นภาคครัวเรือนไทยยังคงต้องพยายามที่จะลดภาระหนี้เพื่อช่วยฟื้นฟูสถานะทางการเงินให้ดีขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market