thansettakij
thansettakij
SCBทุ่มงบปั้นอาร์เอ็มเพิ่ม เจาะลูกค้ามั่งคั่งเป้าแสนราย AUM 2ล้านล้านใน3ปี

SCBทุ่มงบปั้นอาร์เอ็มเพิ่ม เจาะลูกค้ามั่งคั่งเป้าแสนราย AUM 2ล้านล้านใน3ปี

08 ต.ค. 59 | 03:00 น.
การพุ่งเป้ายกระดับองค์กรสู่ “The Most Admired Bank” เป็นความพยายามครั้งใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ที่จะปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกรรมทางการเงินผ่านแต่ละช่องทางบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดย “นายณรงค์ ศรีจักรินทร์” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กำกับดูแลกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งหรือ Wealth Segment, Products& Retail Banking Solutions ซึ่งเป็น 1ใน 3 กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ได้สะท้อนปัจจัย การทำตลาดสินเชื่อรายย่อย และภาพรวมตลาดธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

[caption id="attachment_103996" align="aligncenter" width="335"] ณรงค์ ศรีจักรินทร์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กำกับดูแลกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งหรือ Wealth Segment, Products& Retail Banking Solutions ณรงค์ ศรีจักรินทร์
รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กำกับดูแลกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งหรือ Wealth Segment, Products& Retail Banking Solutions[/caption]

ทั้งนี้แนวโน้มของการลงทุนมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี เทียบเงินฝากที่ขยายตัวประมาณ 0.8% ต่อปี และแม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งกลับมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่งให้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมาก เห็นได้จากภาพรวมที่พบว่าตัวเลขลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปในตลาดเมืองไทยมีอยู่ประมาณ 5 แสนราย มีสินทรัพย์รวมทั้งในส่วนเงินฝากและลงทุนทั้งสิ้น 4.6 ล้านล้านบาท โดยสัดส่วนจะแบ่งเป็น 45% เงินฝาก และลงทุน 55% จากเดิมเงินฝากจะมีสัดส่วนสูงถึง 80% แต่ปัจจุบันลดลงเหลืออยู่ที่ 40%
+3 ปีเพิ่มAUM 2 ล้านล้านฐานลูกค้าแสนราย

สำหรับการดำเนินธุรกิจของบมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ ในส่วนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) แบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม SCB First ที่มีเงินฝากและการลงทุนกับธนาคารตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท และกลุ่มไพรเวทแบงกิ้ง (Private Banking) มีเงินฝากและเงินลงทุนกับธนาคารตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าSCB First ประมาณ 3.3 หมื่นราย และลูกค้าไพรเวทแบงกิ้ง 7,000 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ประมาณ 26% สัดส่วนประมาณ 40% จะเป็นเงินฝาก และอีก 60% จะเป็นการลงทุน โดยเฉลี่ยลูกค้าSCB First จะมีสินทรัพย์ประมาณ 20-30 ล้านบาทต่อราย และลูกค้าไพรเวทแบงกิ้งมีประมาณ 120-150 ล้านบาทต่อราย ทั้งนี้ ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะเพิ่มเป้าAUM เป็น 2 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ารวมจะเพิ่มเป็น 8 หมื่นราย-1 แสนราย

ปี 2560 จะเป็นปีที่ธนาคารทำตลาดบริหารความมั่งคั่งอย่างจริงจัง จะเน้นลูกค้ากลุ่มไพรเวทแบงกิ้งมากขึ้น ยอมรับว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นเจ้าสัวดั้งเดิมที่กระจายอยู่ในเมืองไทย แม้จะรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้อยู่ที่ไหนแต่ธนาคารอยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะรองรับ แต่ปัจจุบันเมื่อธนาคารมีความพร้อมจึงจะเข้าหาลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่ประมาณ 500 ราย

ส่วนลูกค้ากลุ่ม SCB First จะเน้นรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ แต่เพิ่มการต่อยอดบริการให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่แล้วเพื่อให้หันมาใช้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะหาลูกค้าใหม่ควบคู่ไปด้วย ซึ่งคาดว่าลูกค้ารายใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นราย โดยรวมฐานลูกค้าที่มีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หากดูในรายละเอียดจะพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะมีทั้งที่เป็นผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และวัยทำงาน แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่กลุ่มที่เน้นการลงทุน โดยจะเริ่มต้นฝากเงิน ธนาคารจึงต้องเข้าไปจูงใจเพื่อให้เห็นถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดเป็นลูกค้าที่พื้นที่สาขาดูแลอยู่

ด้านกลยุทธ์ในการแนะนำการลงทุนของลูกค้ามั่งคั่ง จะเห็นว่านับตั้งแต่ในปี 2558 เริ่มเห็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก โดยพันธบัตรบางประเทศมีอัตราติดลบ เช่น ญี่ปุ่น หรือธนาคารกลางหลายประเทศทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในการลงทุนตลาดเกิดใหม่ และกันเงินไปลงทุนในเรื่องของกระแสเงินสด (Cash Flow) เช่น กองทุนที่สร้างกระแสเงินสด หรือพอร์ตการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในประเทศและต่างประเทศ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลุ่มนี้จะให้กระแสเงินสดค่อนข้างดีและลดความผันผวน โดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยประมาณ 5-7% และที่เหลือธนาคารจะมีขั้นตอนการคัดเลือกพอร์ตลงทุนอื่นๆ อาทิ หุ้นกู้ กองทุนผสม พันธบัตร เป็นต้น

5ปีปั้นอาร์เอ็มอีก 60 คน

อย่างไรก็ดี ธนาคารจะเน้นกระจายพอร์ตลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยจะมีรูปแบบ (Modal) ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นความเสี่ยง 5 ระดับ ตั้งแต่เสี่ยงมากถึงเสี่ยงน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า เช่น ลูกค้ากลุ่มที่รวยดั้งเดิมหรือไพรเวทแบงกิ้ง จะไม่เน้นผลตอบแทนสูง จะเน้นความเสี่ยงระดับกลาง ส่วนลูกค้า SCB First จะกระจาย แต่ก็มีบางกลุ่มที่ต้องการลองลงทุนในความเสี่ยง ทั้งนี้ ธนาคารจะใช้จุดแข็งที่มีอยู่แนะนำลูกค้า ทั้งการออกผลิตภัณฑ์มารองรับ และใช้รูปแบบโครงสร้างการซื้อขายกองทุนแบบเปิด (Open Architecture) ตลอดจนการทำแคมเปญหรือการจัดสัมมนาให้ลูกค้า เช่น เรื่องภาษีที่ดินและมรดก โดยธนาคารจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญแนะนำลูกค้าโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกันเรื่องบุคลากร ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ซึ่งตามแผนธนาคารจะต้องการเพิ่มพนักงานลูกค้าสัมพันธ์(อาร์เอ็ม)ที่มีความรู้ด้านการลงทุนและบริหารความเสี่ยงซึ่งเทียบเท่าสากล แม้จะมีต้นทุนค่อนข้างสูงคือ มีต้นทุนเป็นตัวเลข 7 หลักในการสร้างอาร์เอ็ม 1คน แต่เป็นความจำเป็นเพื่อดูแลลูกค้ากลุ่ม SCB First ดังนั้นจะทยอยส่งพนักงานเข้าอบรมในสิงคโปร์ปีละ 20-30 คน โดยตั้งเป้าเพิ่มอาร์เอ็มเป็น 100 คนจากที่มีอยู่ 40 คนภายใน 3-5 ปีหลังจากนี้

“ ปีหน้าจะเป็นปีที่เราจะลุยตลาดมากขึ้น หาฐานลูกค้าใหม่มากขึ้น หลังจากดูแลลูกค้าเดิมมานาน และทำธุรกิจนี้มา 3 ปี โดยเน้นการให้คำแนะนำลูกค้าลงทุน แต่ไม่แนะนำให้ลูกค้าที่เล่นความเสี่ยงมากเกินไป เพราะจะอยู่กันไม่ยืด เช่น ลูกค้ามี 100 อาจจะแนะนำลงทุนที่มีความเสี่ยงแค่ 10 เป็นต้น ที่เหลือจะใช้จุดแข็งของแบงก์ในการเสนอทางเลือกและโปรดักต์ที่หลากหลาย”

ไตรมาส4สินเชื่อรายย่อยฟื้น

ด้านภาพรวมธุรกิจรายย่อยนั้น จะเห็นว่าที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างชะลอ เพราะเศรษฐกิจเป็นตัวเบรกตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล เนื่องจากลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ เช่น สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้ภาพรวมตลาดที่เคยขยายตัวเติบโต 2 หลักเหลือเติบโตเพียงหลักเดียว แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้น โดยจะเริ่มเห็นการแข่งขันในด้านอัตราดอกเบี้ย เช่นในตลาดเสนออัตราเป็น 0% ช่วง 3 เดือนแรกหรือ 6 เดือน และกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน

ดังนั้น จากสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 จะเห็นธนาคารกลับมาทำตลาด ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) จากเดิมเคยอยู่ในระดับสูงที่ 70% ปัจจุบันลดลงเหลือ 60% ส่วนใหญ่เกิดปัญหาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรอง กอร์ปกับธนาคารให้พนักงานขายช่วยคัดกรองก่อนจะส่งใบสมัครให้ธนาคารอนุมัติ ซึ่งอาจกระทบค่าคอมมิชชั่น แต่ตอนนี้พนักงานขายต่างมีความเข้าใจตรงกัน ดังนั้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในส่วนของไทยพาณิชย์จะมีสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) แบ่งเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ คือ สินเชื่อส่วนบุคคล (Speedy Loan) และสินเชื่อเงินสด (Speedy Cash) ซึ่งตัวชูโรงจะเป็นสินเชื่อ Speedy Loan ที่ผ่านมายอดการเติบโตเป็นไปตามเป้า เพราะผ่อนระยะสั้น 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 20-22% ทำให้พอร์ตหมุนเร็ว โดยปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 1 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างรวม 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น Speedy Cashจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท และ Speedy Loanจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ค่อนข้างดีกว่าระบบคือต่ำกว่า 2%

ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ ประเมินว่ายอดขายรถยนต์ปีนี้จะอยู่ที่ 7 แสนคัน จากปีก่อนอยู่ที่ 8 แสนคัน ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายอยู่ที่ 3.6 แสนคัน มองว่าภาพรวมตลาดในครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น ซึ่งธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปียอดสินเชื่อคงค้างจะเพิ่มเป็น 1.7 แสนล้านบาท (ไม่รวมพอร์ตสินเชื่อผู้ประกอบการและดีลเลอร์ที่มีอยู่ 6-7 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 3.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คาดว่าภายในสิ้นปีน่าจะปล่อยได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market