
ดันอีอีซี 5 ปี 1.5 ล้านล้าน จูงใจนักลงทุนสุดลิ่ม เว้นภาษี 15 ปี-เช่าที่ดินยาว 99 ปี
กระทรวงอุตสาหกรรม ชงครม.คลอดพ.ร.บ.พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก กลางต.ค.นี้ หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนช่วงโค้งสุดท้ายของปี รองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เกิดภายใต้กรอบเงินลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท ดันลงทุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงสร้างพื้นฐาน ช่วงรอพ.ร.บ.บังคับใช้ ตั้งคณะทำงานบริหารจัดการ เตรียมพร้อมเดินหน้าอีอีซี ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการโดยตรง
[caption id="attachment_102913" align="aligncenter" width="700"]
แผนการลงทุน 5 ปี ภาครัฐ-เอกชน ในอีอีซี[/caption]
สืบเนื่องจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว จึงเดินแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีใน 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่ครม.เห็นชอบในหลักการไปแล้ว( 28 มิถุนายน2559) ต่อมาระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผน ควบคู่ไปกับการผลักดันร่างกฎหมาย 3 ฉบับออกมารองรับ คือ 1. ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ…… 2.ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายบีโอไอ และ3.ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งร่างพ.ร.บ.2 ฉบับหลัง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) เมื่อ 23 สิงหาคม 2559 ได้เห็นชอบไปแล้ว
ล่าสุดดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ถึงความคืบหน้าดังกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งร่างพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก พ.ศ.... ให้กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว และคาดว่าจะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะเร่งออกพ.ร.บ.มารองรับการขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ครม.ได้เห็นชอบในหลักการไปก่อนหน้านี้ และให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) เพื่อใช้เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของเอเชียที่สำคัญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านนโยบายการเร่งรัดส่งเสริมการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้
โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะเป็นการประกาศให้พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขตการปกครอง ผ่านกลไกการบริหาร ที่จะมีการตั้งสำนักงานบริหารเขตพัฒนาพิเศษพิเศษภาคตะวันออกขึ้นมา อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ปักฐาน3จ.ได้สิทธิประโยชน์สุดโต่ง
พร้อมทั้ง การกำหนดสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อดึงดูด 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 13 ปี รวมทั้ง การได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ที่จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 15 ปี ตามที่ครม.อนุมัติร่างพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันก่อนหน้านี้
อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติต่างที่เข้ามาลงทุนจะได้รับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการเช่าเป็นระยะเวลา 50 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 49 ปี ประกาศเป็นเขตปลอดอากร โดยอนุญาตให้พำนักหรือวีซ่าเป็นเวลา 5 ปี และให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสามารถถือครองเงินตราต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินบาท รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์การเป็นสำนักงานภูมิภาค และการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกในการอนุมัติอนุญาตต่างๆ เป็นต้น
รวมทั้ง จะกำหนดบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในแต่ละโครงการ
โยง 6 แผนปฏิบัติการสภาพัฒน์
ดร.อรรชกา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเสนอโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นผู้จัดทำเสนอให้ครม.พิจารณาด้วย ภายหลังจากที่ได้ผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ไปจัดทำรายละเอียด ภายใต้ 6 แผนปฏิบัติการ ได้แก่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนา 4 เมืองใหม่ การจัดระบบวันสต็อปเซอร์วิส ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร
1.5 ล้านล้านลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสำคัญด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะนำเสนอครม.นั้น จะอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี(2560-2564) ที่ประกอบด้วย การก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 วงเงิน 2.15 แสนล้านบาท การก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 วงเงิน 1.015 หมื่นล้านบาท การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) วงเงิน 1.58 แสนล้านบาท การก่อสร้างรถไฟรางคู่(ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) วงเงิน 6.43 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่กรุงเทพฯ-ชลบุรี/พัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม 5 แสนล้านบาท การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วงเงิน 2 แสนล้านบาท และการพัฒนาเมืองใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา พัทยา อู่ตะเภา และระยอง วงเงิน 4 แสนล้านบาท เป็นต้น ซึ่งงบการลงทุนกรอบดังกล่าว ยังไม่รวมงบลงทุนในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังในระยะที่ 3 อีก 8.8 หมื่นล้านบาท
โดยเงินลงทุนทั้งหมดนี้ จะแบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของภาครัฐไม่เกิน 3 แสนล้านบาท ภาคเอกชน 5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจะเป็นการร่วมทุนของภาครัฐกับเอกชน 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมลงทุนก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ เป็นต้น
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ระหว่างที่พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าสนช.จะใช้เวลาการพิจารณาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และรอเวลาประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาอีกนั้น ทางนายกรัฐมนตรี ต้องการเห็นผลในทางปฏิบัติให้เดินไปได้ก่อน มีความเป็นไปได้ว่าจะเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานบริหารจัดการอีอีซีขึ้นมา ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อรับผิดชอบการกำหนด 6 แผนปฏิบัติการ เสนอการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ทั้งทางด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ การเตรียมการต่างๆ ตามพ.ร.บ.อีอีซี ให้สามารถทำงานได้ทันที เมื่อพ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ เช่น ในปี 2560 จะมีการเร่งรัดการศึกษาโครงการที่สำคัญและจัดทำแผนแม่บท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ระบบน้ำ ไฟฟ้า ผังเมือง และด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น
5ปียกระดับสิ่งแวดล้อมสู่สากล
ทั้งนี้ภายใต้กรอบเงินลงทุนดังกล่าว ทางรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะช่วยให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 5 % ต่อปี เทียบกับปัจจุบันในระดับ 3 % ต่อปี และสามารถสร้างงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการได้กว่า 1 แสนอัตราต่อปี สร้างฐานภาษีใหม่ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จากจีดีพีที่เพิ่มขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปสู่สนามบินอู่ตะเภาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนต่อปี ช่วยสร้างรายได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 4.5 แสนล้านบาทต่อปี
มีนิคมฯรองรับแล้ว 3 หมื่นไร่
ด้านนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนอีอีซีนั้น ขณะนี้ไม่มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมของภาคเอกชน 21 แห่ง ที่พัฒนาพื้นที่แล้วและสามารถรองรับการลงทุนได้ประมาณ 1.5 หมื่นไร่ และมีนิคมฯอีก 6 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่อีกประมาณ 1.5 หมื่นไร่ รวมเป็นประมาณ 3 หมื่นไร่ที่พร้อมจะรองรับการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ในระยะเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตอีก 5 ปี ถัดไป ก็จะมีการจัดหาพื้นที่นิคมฯเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นไร่ ในส่วนของพื้นที่รัฐหรือพื้นที่ราชพัสดุ รวมถึงพื้นที่เอกชนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นนิคมฯด้วย ดังนั้น ในช่วงระยะ 10 ปี จะมีพื้นที่รองรับการลงทุนรวมกันได้กว่า 8 หมื่นไร่ แต่ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตต่อไปการใช้พื้นที่นิคมฯ จะลดน้อยลง เนื่องจากการตั้งโรงงานจะเป็นพื้นที่แนวดิ่งมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่อยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องต้องใช้พื้นที่สร้างโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมารองรับ
เอกชนเชื่อเร่งลงทุนใหม่ได้เร็วขึ้น
ต่อเรื่องนี้ในมุมมองของภาคเอกชนนายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่ายานยนต์และชิ้นส่วนถือเป็น 1ใน10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการลงทุน โดยเฉพาะยานยนต์สมัยใหม่ อีกทั้งการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทราอยู่แล้ว เมื่อมีนโยบายอีอีซีเข้ามาก็จะเกิดการเร่งการลงทุนได้เร็วขึ้น กลุ่มทุนต่างชาติจะตัดสินใจขยายการลงทุนได้ง่าย
ทั้งนี้รถยนต์ในอนาคตต่อไปจะเน้น 2 เรื่องใหญ่ คือการลดปัญหามลพิษและใช้พลังงานน้อยลง ดังนั้นถ้ายานยนต์สมัยใหม่เป็นแบบนี้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ก็ต้องปรับตัว ซึ่งนโยบายรัฐบาลในเวลานี้ก็สอดคล้องกับการสนับสนุนให้เกิดการผลิตรถประหยัดพลังงานที่จะเริ่มดำเนินการในโครงการอีโคคาร์ 2 ได้ในปี 2560 สำหรับค่ายรถ10รายที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว ก็ต้องติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะเร่งให้เกิดการลงทุนได้เร็วขึ้นแค่ไหน
“แผนพัฒนาอีอีซีจะเป็นการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกรอบใหม่ ที่ภาครัฐและเอกชนคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและเกิดขึ้นเร็ว เพราะมีโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปต่อยอดการลงทุนใหม่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_102913" align="aligncenter" width="700"]
สืบเนื่องจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว จึงเดินแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีใน 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่ครม.เห็นชอบในหลักการไปแล้ว( 28 มิถุนายน2559) ต่อมาระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผน ควบคู่ไปกับการผลักดันร่างกฎหมาย 3 ฉบับออกมารองรับ คือ 1. ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ…… 2.ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายบีโอไอ และ3.ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งร่างพ.ร.บ.2 ฉบับหลัง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) เมื่อ 23 สิงหาคม 2559 ได้เห็นชอบไปแล้ว
ล่าสุดดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ถึงความคืบหน้าดังกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งร่างพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก พ.ศ.... ให้กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว และคาดว่าจะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะเร่งออกพ.ร.บ.มารองรับการขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ครม.ได้เห็นชอบในหลักการไปก่อนหน้านี้ และให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) เพื่อใช้เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของเอเชียที่สำคัญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านนโยบายการเร่งรัดส่งเสริมการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้
โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะเป็นการประกาศให้พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขตการปกครอง ผ่านกลไกการบริหาร ที่จะมีการตั้งสำนักงานบริหารเขตพัฒนาพิเศษพิเศษภาคตะวันออกขึ้นมา อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ปักฐาน3จ.ได้สิทธิประโยชน์สุดโต่ง
พร้อมทั้ง การกำหนดสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อดึงดูด 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 13 ปี รวมทั้ง การได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ที่จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 15 ปี ตามที่ครม.อนุมัติร่างพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันก่อนหน้านี้
อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติต่างที่เข้ามาลงทุนจะได้รับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการเช่าเป็นระยะเวลา 50 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 49 ปี ประกาศเป็นเขตปลอดอากร โดยอนุญาตให้พำนักหรือวีซ่าเป็นเวลา 5 ปี และให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสามารถถือครองเงินตราต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินบาท รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์การเป็นสำนักงานภูมิภาค และการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกในการอนุมัติอนุญาตต่างๆ เป็นต้น
รวมทั้ง จะกำหนดบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในแต่ละโครงการ
โยง 6 แผนปฏิบัติการสภาพัฒน์
ดร.อรรชกา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเสนอโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นผู้จัดทำเสนอให้ครม.พิจารณาด้วย ภายหลังจากที่ได้ผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ไปจัดทำรายละเอียด ภายใต้ 6 แผนปฏิบัติการ ได้แก่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนา 4 เมืองใหม่ การจัดระบบวันสต็อปเซอร์วิส ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร
1.5 ล้านล้านลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสำคัญด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะนำเสนอครม.นั้น จะอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี(2560-2564) ที่ประกอบด้วย การก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 วงเงิน 2.15 แสนล้านบาท การก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 วงเงิน 1.015 หมื่นล้านบาท การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) วงเงิน 1.58 แสนล้านบาท การก่อสร้างรถไฟรางคู่(ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) วงเงิน 6.43 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่กรุงเทพฯ-ชลบุรี/พัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม 5 แสนล้านบาท การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วงเงิน 2 แสนล้านบาท และการพัฒนาเมืองใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา พัทยา อู่ตะเภา และระยอง วงเงิน 4 แสนล้านบาท เป็นต้น ซึ่งงบการลงทุนกรอบดังกล่าว ยังไม่รวมงบลงทุนในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังในระยะที่ 3 อีก 8.8 หมื่นล้านบาท
โดยเงินลงทุนทั้งหมดนี้ จะแบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของภาครัฐไม่เกิน 3 แสนล้านบาท ภาคเอกชน 5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจะเป็นการร่วมทุนของภาครัฐกับเอกชน 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมลงทุนก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ เป็นต้น
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ระหว่างที่พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าสนช.จะใช้เวลาการพิจารณาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และรอเวลาประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาอีกนั้น ทางนายกรัฐมนตรี ต้องการเห็นผลในทางปฏิบัติให้เดินไปได้ก่อน มีความเป็นไปได้ว่าจะเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานบริหารจัดการอีอีซีขึ้นมา ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อรับผิดชอบการกำหนด 6 แผนปฏิบัติการ เสนอการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ทั้งทางด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ การเตรียมการต่างๆ ตามพ.ร.บ.อีอีซี ให้สามารถทำงานได้ทันที เมื่อพ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ เช่น ในปี 2560 จะมีการเร่งรัดการศึกษาโครงการที่สำคัญและจัดทำแผนแม่บท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ระบบน้ำ ไฟฟ้า ผังเมือง และด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น
5ปียกระดับสิ่งแวดล้อมสู่สากล
ทั้งนี้ภายใต้กรอบเงินลงทุนดังกล่าว ทางรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะช่วยให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 5 % ต่อปี เทียบกับปัจจุบันในระดับ 3 % ต่อปี และสามารถสร้างงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการได้กว่า 1 แสนอัตราต่อปี สร้างฐานภาษีใหม่ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จากจีดีพีที่เพิ่มขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปสู่สนามบินอู่ตะเภาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนต่อปี ช่วยสร้างรายได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 4.5 แสนล้านบาทต่อปี
มีนิคมฯรองรับแล้ว 3 หมื่นไร่
ด้านนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนอีอีซีนั้น ขณะนี้ไม่มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมของภาคเอกชน 21 แห่ง ที่พัฒนาพื้นที่แล้วและสามารถรองรับการลงทุนได้ประมาณ 1.5 หมื่นไร่ และมีนิคมฯอีก 6 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่อีกประมาณ 1.5 หมื่นไร่ รวมเป็นประมาณ 3 หมื่นไร่ที่พร้อมจะรองรับการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ในระยะเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตอีก 5 ปี ถัดไป ก็จะมีการจัดหาพื้นที่นิคมฯเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นไร่ ในส่วนของพื้นที่รัฐหรือพื้นที่ราชพัสดุ รวมถึงพื้นที่เอกชนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นนิคมฯด้วย ดังนั้น ในช่วงระยะ 10 ปี จะมีพื้นที่รองรับการลงทุนรวมกันได้กว่า 8 หมื่นไร่ แต่ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตต่อไปการใช้พื้นที่นิคมฯ จะลดน้อยลง เนื่องจากการตั้งโรงงานจะเป็นพื้นที่แนวดิ่งมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่อยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องต้องใช้พื้นที่สร้างโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมารองรับ
เอกชนเชื่อเร่งลงทุนใหม่ได้เร็วขึ้น
ต่อเรื่องนี้ในมุมมองของภาคเอกชนนายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่ายานยนต์และชิ้นส่วนถือเป็น 1ใน10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการลงทุน โดยเฉพาะยานยนต์สมัยใหม่ อีกทั้งการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทราอยู่แล้ว เมื่อมีนโยบายอีอีซีเข้ามาก็จะเกิดการเร่งการลงทุนได้เร็วขึ้น กลุ่มทุนต่างชาติจะตัดสินใจขยายการลงทุนได้ง่าย
ทั้งนี้รถยนต์ในอนาคตต่อไปจะเน้น 2 เรื่องใหญ่ คือการลดปัญหามลพิษและใช้พลังงานน้อยลง ดังนั้นถ้ายานยนต์สมัยใหม่เป็นแบบนี้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ก็ต้องปรับตัว ซึ่งนโยบายรัฐบาลในเวลานี้ก็สอดคล้องกับการสนับสนุนให้เกิดการผลิตรถประหยัดพลังงานที่จะเริ่มดำเนินการในโครงการอีโคคาร์ 2 ได้ในปี 2560 สำหรับค่ายรถ10รายที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว ก็ต้องติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะเร่งให้เกิดการลงทุนได้เร็วขึ้นแค่ไหน
“แผนพัฒนาอีอีซีจะเป็นการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกรอบใหม่ ที่ภาครัฐและเอกชนคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและเกิดขึ้นเร็ว เพราะมีโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปต่อยอดการลงทุนใหม่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559






