
โลกแห่ตุนอาหารเข้าทางไทย ‘ปลากระป๋อง-ข้าว-ไก่’ รับอานิสงส์ รอคำสั่งซื้อเพิ่ม
จับสัญญาณกว่า 30 ประเทศเร่งสำรองอาหารรับมือความเสี่ยงสงคราม-ภัยพิบัติ เปิดโอกาสส่งออกอาหารไทย ทั้งปลากระป๋อง ทูน่า ผักผลไม้แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห้ง ข้าว และเนื้อไก่ จับตาตลาดยุโรปเร่งกระจายแหล่งนำเข้า หนุนไทยชิงคำสั่งซื้อ เอกชนแนะรัฐวางระบบรับมือวิกฤตโลก
KEY
POINTS
- ทั่วโลกเร่งสำรองอาหารจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่างๆ เปิดโอกาสให้ไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญ
- สินค้าไทยที่ได้รับอานิสงส์หลักคือกลุ่มอาหารที่เก็บรักษาได้นาน โดยเฉพาะปลากระป๋อง ไก่แปรรูป และข้าว
- ตลาดยุโรปมีความต้องการอาหารกระป๋องและไก่แปรรูป ขณะที่ตลาดในเอเชียอย่างฟิลิปปินส์และมาเลเซียมีแนวโน้มนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น
กระแสความไม่แน่นอนของโลกกำลังทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็น หลังมีรายงานมากกว่า 30 ประเทศส่งสัญญาณหรือแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหารและความพร้อมด้านต่างๆ ไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสินค้าที่เก็บรักษาได้นานและพร้อมบริโภค ทั้งปลากระป๋อง ทูน่า ผักผลไม้แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห้ง รวมถึงข้าวและเนื้อไก่ ซึ่งมีโอกาสได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากประเทศที่ต้องการกระจายแหล่งนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
โลกเร่งสำรองอาหาร รับมือภัย 4 ด้าน
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศเร่งเตรียมสำรองอาหารมี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ภัยไซเบอร์ที่อาจโจมตีระบบธนาคารและการเงินจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงเงินเพื่อซื้ออาหารได้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามระหว่างประเทศ รวมถึงความไม่สงบทางสังคมจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญภัยพิบัติประมาณ 400 ครั้งต่อปี ขณะที่ความเสียหายจากน้ำท่วมและสภาพอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มขยายวงกว้าง กระทบทั้งถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบขนส่ง ทำให้หลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและสิ่งจำเป็นไว้ใช้ประมาณ 3-7 วัน เพื่อรองรับกรณีระบบสาธารณูปโภคหรือการกระจายสินค้าหยุดชะงัก
ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย มองว่า การเตรียมสำรองอาหารของแต่ละประเทศมีสาเหตุแตกต่างกัน ทั้งประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่สงคราม ประเทศที่เผชิญภัยพิบัติ และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่นและหลายชาติในยุโรป ซึ่งมีความกังวลหากเกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
อาหารกระป๋อง-พร้อมกิน จับตาตลาดยุโรป
นายวิศิษฐ์ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย ในกลุ่มอาหารที่เก็บรักษาได้นานและไม่ต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นตลอดเวลา โดยเฉพาะอาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง ทูน่า ผัก ผลไม้ ถั่ว และข้าวโพดหวาน รวมถึงอาหารบรรจุซองที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Retort Pouch)ซึ่งสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องได้
นอกจากนี้ยังมีอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ข้าวและกับข้าวสำเร็จรูป อาหารแห้ง เส้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลไม้อบแห้ง ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารโปรตีนสูง อาหารลดโซเดียม และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มได้
ตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในภูมิภาคต้องพึ่งพาวัตถุดิบและส่วนผสมจากหลายประเทศ เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งหรือวัตถุดิบบางชนิดขาดแคลน ผู้ประกอบการอาจต้องกระจายแหล่งจัดซื้อและมองหาผู้ผลิตรายใหม่ที่สามารถแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้ ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้ แม้ยุโรปจะมีฐานการผลิตธัญพืชในบางพื้นที่ แต่ยังมีความเปราะบางในกลุ่มอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปที่ต้องใช้ส่วนผสมจากต่างประเทศหลายชนิด หากวัตถุดิบ บางรายการขาดแคลน อาจทำให้ผู้นำเข้าต้องปรับแหล่งจัดซื้อหรือผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าบางประการเพื่อให้มีสินค้าเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อจริง เพราะการเพิ่มสต็อกอาจเป็นเพียงการเร่งซื้อในช่วงหนึ่ง เมื่อปริมาณสำรองถึงระดับที่ต้องการ ความต้องการก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ผลิตไทยจึงควรเพิ่มกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อที่ชัดเจน และต่อยอดไปสู่สัญญาซื้อขายระยะยาว
เนื้อไก่ไทยคาดรับออร์เดอร์เพิ่ม
อีกกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสรับอานิสงส์คือเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป ซึ่งไทยมีฐานการผลิตและส่งออกไปตลาดยุโรปอยู่แล้ว โดยตลาด EU ที่รับซื้อเนื้อไก่ไทยประมาณ 10% ของปริมาณส่งออกไก่ทั้งหมด
จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ไก่ไทยอยู่ที่ความสามารถในการแปรรูปและรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมาะกับการขนส่งระยะไกล ขณะที่ความต้องการอาหารที่จัดเก็บได้และมีความพร้อมบริโภคอาจทำให้ผู้นำเข้าให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดซื้อเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้น 2-5 เท่าตัวจากความเสี่ยงในเส้นทางขนส่งสำคัญ ทั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงค่าประกันภัยที่สูงขึ้น ขณะที่การขนส่งสินค้าไปยุโรปใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ทำให้ต้องบริหารต้นทุนและกำหนดเวลาส่งมอบอย่างรอบคอบ
นายวิศิษฐ์ประเมินว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วง 8-9 เดือนแรกยังติดลบราว 5-7% โดยตั้งเป้าส่งออกทั้งปี 1.7 ล้านล้านบาท เท่ากับปีก่อน และคาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่วนไตรมาส 4 ต้องเร่งส่งมอบคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ก่อนเตรียมสินค้าเข้าสู่ตลาดในช่วงตรุษจีนปีหน้า
ข้าวไทยเจาะตลาดเอเชีย ฟิลิปปินส์-มาเลเซียหนุน
สำหรับข้าวไทย นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า กระแสสำรองอาหารในยุโรปยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดคำสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปไม่ได้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก โดยตลาดข้าวไทยในยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งมีขนาดไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดเอเชีย
ตลาดที่ต้องจับตาจึงเป็นเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าข้าวมากกว่า 5 ล้านตันในปีหน้า จากผลผลิตภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ และนโยบายกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาเวียดนาม หลังเคยประสบปัญหาการส่งมอบข้าวไม่เป็นไปตามสัญญาเมื่อราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นโอกาสของไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 186,000 ตัน ขณะที่ปีนี้ถึงเดือนสิงหาคมส่งออกไปแล้ว 520,000 ตัน และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 600,000-700,000 ตัน ส่วนมาเลเซียคาดว่าจะนำเข้าข้าวไทยประมาณ 600,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่นำเข้าประมาณ 300,000 ตัน โดยปีนี้ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมนำเข้าแล้ว 450,000 ตัน
นายชูเกียรติระบุว่า การส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือนแรกทำได้ประมาณ 4.99 ล้านตัน จากเป้าหมายทั้งปี 7 ล้านตัน จึงยังเป็นโจทย์หนักในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ขณะเดียวกันราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่ง โดยข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 488 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับเวียดนาม 430 ดอลลาร์ และอินเดีย 385-415 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ
จี้รัฐปลดล็อก MOU อาหาร สร้างคำสั่งซื้อจริง
อีกประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเปลี่ยนข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กับต่างประเทศให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยนายชูเกียรติตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะลงนาม MOU กับหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ บังกลาเทศ ติมอร์-เลสเต และภูฏาน แต่ยังขาดรายละเอียดว่าจะนำไปสู่การซื้อขายจริง รวมถึงการจัดเก็บ และการส่งมอบสินค้าอย่างไร
หากเกิดวิกฤตอาหารขึ้นจริง ข้อตกลงที่ไม่มีรายละเอียดเรื่องปริมาณซื้อขายและเงื่อนไขการส่งมอบอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้ส่งออกไทยได้อย่างแท้จริง จึงเสนอให้รัฐบาลกำหนดกลไกที่ชัดเจน เช่น การซื้อข้าวล่วงหน้า การจัดเก็บสินค้าในคลังโดยมีค่าฝากรักษา หรือการกำหนดปริมาณและระยะเวลาส่งมอบที่แน่นอน
สำหรับปริมาณข้าวในประเทศ นายชูเกียรติมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคลังสำรองข้าวเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เนื่องจากไทยผลิตข้าวสารได้ประมาณ 20 ล้านตันต่อปี บริโภคภายในประเทศ 10-11 ล้านตัน และมีส่วนเกินสำหรับส่งออกเกือบครึ่งหนึ่ง อีกทั้งผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่อง จึงสามารถบริหารปริมาณส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศได้
ชูระบบความมั่นคงประเทศ รับมือวิกฤตระยะยาว
ด้านนายชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งประเทศไทย (DIAT) เสนอว่า การเตรียมความพร้อมของไทยต้องมองกว้างกว่าความมั่นคงด้านอาหาร โดยต้องสร้างความสามารถของประเทศในการรองรับและฟื้นตัวจากวิกฤต เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถส่งผลกระทบต่อพลังงาน การเงิน การค้า การขนส่ง และระบบเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจึงควรประเมินความเสี่ยงด้านพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและ LNG หากเส้นทางขนส่งสำคัญหยุดชะงัก ควบคู่กับการเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดการเงิน ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงดูแลความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้ง Data Center, Cloud, Telecommunications และระบบ Cybersecurity ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่







