
ปภ. แนะเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง เช็กของจำเป็น 6 หมวด
ปภ. แนะเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง เช็กของจำเป็น 6 หมวด ทั้งยา อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์สื่อสาร และเอกสารสำคัญ พร้อมรับมือภัยอย่างมีสติ
KEY
POINTS
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะนำให้ประชาชนเตรียม "กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง" เพื่อใช้ดำรงชีพระหว่างรอความช่วยเหลือในช่วง 3 วันแรกหลังเกิดภัยพิบัติ
- สิ่งของจำเป็นในกระเป๋าแบ่งเป็น 6 หมวดหลัก ได้แก่ ยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล, อาหารและน้ำดื่ม, อุปกรณ์สื่อสาร, เอกสารสำคัญและเงินสด, ของใช้เพื่อสุขอนามัย และเสื้อผ้า
- ควรจัดเก็บกระเป๋าไว้ในจุดที่หยิบใช้ง่าย และหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของอาหาร ยา รวมถึงสภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานเสมอ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะนำประชาชนเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง หรือ Emergency Bag เพื่อให้ตนเองและครอบครัวมีสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีพเบื้องต้นในช่วงเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะกับสมาชิกในบ้าน และวางไว้ในจุดที่หยิบใช้ได้ทันทีเมื่อต้องอพยพ
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินเป็นมาตรการลดความเสี่ยงที่ ปภ. ส่งเสริมให้ประชาชนดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยและการใช้ชีวิตประจำวัน
กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง ช่วยเตรียมพร้อมในช่วงแรกหลังเกิดภัย
ช่วง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันแรกหลังเกิดเหตุ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนอาจต้องดูแลตนเองระหว่างรอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า หรือการสื่อสารได้รับผลกระทบ
การสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยา และอุปกรณ์จำเป็น จึงช่วยให้ครอบครัวดำรงชีพเบื้องต้นได้ระหว่างที่หน่วยงานเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ความช่วยเหลือเข้าถึงแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์และข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน
การเตรียมพร้อมดังกล่าวใช้ได้กับเหตุฉุกเฉินหลายประเภท เช่น น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว และไฟไหม้ โดยประชาชนควรติดตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และปฏิบัติให้เหมาะกับภัยแต่ละชนิด
เช็กลิสต์ของจำเป็นในกระเป๋าฉุกเฉิน 6 หมวด
1. ยาและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ
จัดเตรียมชุดปฐมพยาบาล ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัว และสำเนาประวัติการรักษาที่จำเป็น โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว ควรตรวจสอบจำนวนยา วันหมดอายุ และวิธีเก็บรักษาให้เหมาะสม
2. อาหารและน้ำดื่ม
ตามคำแนะนำของ ปภ. ในข่าวนี้ ควรเตรียมน้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือ 9 ลิตรต่อคนสำหรับ 72 ชั่วโมง พร้อมอาหารพร้อมรับประทานที่เก็บได้นาน และอาหารให้พลังงานที่เหมาะกับสมาชิกในครอบครัว
หากมีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ควรเตรียมอาหารเฉพาะบุคคลให้เพียงพอด้วย ทั้งนี้ ควรวางแผนแบ่งน้ำและเสบียงสำรองให้เหมาะกับกำลังในการพกพา เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกเมื่อต้องอพยพ
3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือจำเป็น
เตรียมโทรศัพท์มือถือ พาวเวอร์แบงก์ สายชาร์จ ไฟฉาย ถ่านสำรอง และวิทยุแบบใช้ถ่านสำหรับติดตามข่าวสารเมื่ออินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้
อุปกรณ์อื่นที่ควรมี ได้แก่ นกหวีดสำหรับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ สมุด ปากกา กรรไกร เชือก และเทป โดยเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและใช้งานได้จริง
4. เอกสารสำคัญและเงินสด
เก็บสำเนาเอกสารสำคัญไว้ในซองกันน้ำ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัตรหรือข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาล ใบขับขี่ และข้อมูลบัญชีที่จำเป็น
ควรเตรียมกุญแจสำรองและเงินสดจำนวนเหมาะสม เผื่อกรณีระบบชำระเงินออนไลน์หรือตู้เอทีเอ็มไม่สามารถใช้งานได้
5. ของใช้เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล
จัดเตรียมทิชชู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกาย และถุงขยะ รวมถึงของใช้เฉพาะบุคคล เช่น ผ้าอนามัยหรือผ้าอ้อม ตามความจำเป็นของสมาชิกในบ้าน
6. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม
เตรียมเสื้อผ้าสำรอง เสื้อกันฝน หมวก และผ้าห่มหรือถุงนอน โดยเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศและพื้นที่ พร้อมคำนึงถึงน้ำหนักรวมของกระเป๋าที่แต่ละคนสามารถถือหรือสะพายได้
จัดกระเป๋าให้พร้อมหยิบใช้และตรวจสอบสม่ำเสมอ
ปภ. แนะนำให้เลือกกระเป๋าน้ำหนักเบา กันน้ำได้ และเคลื่อนย้ายสะดวก พร้อมจัดวางในจุดที่สมาชิกในครอบครัวรู้ตำแหน่งและเข้าถึงได้ง่าย
ควรตรวจสอบวันหมดอายุของอาหาร น้ำดื่ม และยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงทดสอบไฟฉาย วิทยุ และพาวเวอร์แบงก์ให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนปรับสิ่งของเมื่อความต้องการของสมาชิกในบ้านเปลี่ยนไป
การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินควรทำควบคู่กับการวางแผนติดต่อสื่อสาร จุดนัดพบ และเส้นทางอพยพของครอบครัว เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตัวได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดเหตุ
ปภ. เตรียมกำลังและระบบแจ้งเตือนภัยดูแลประชาชน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ได้เตรียมความพร้อมทั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต และการแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านระบบ Cell Broadcast รวมถึงช่องทางสื่อสารต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุและบรรเทาทุกข์ตามสถานการณ์ พร้อมย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และเตรียมความพร้อมด้วยหลัก “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก”.







