
ภูมิรัฐศาสตร์หนุนน้ำมันแพง กรุงศรีชี้บริโภคไทยยังเปราะบาง
วิจัยกรุงศรีชี้ภูมิรัฐศาสตร์หนุนน้ำมันใกล้สูงสุด 5 เดือน ขณะงบเยียวยาช่วยพยุงใช้จ่าย แต่หนี้ครัวเรือนสูง-รายได้แรงงานหด กดการฟื้นตัวบริโภคไทยช่วงปลายปี
KEY
POINTS
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
- วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนของไทยยังคงเปราะบาง แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
- ปัจจัยที่จำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคมาจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รายได้แรงงานที่เติบโตต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ
วิจัยกรุงศรี เปิดมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินในสัปดาห์นี้ (27-30 ตุลาคม 2569) โดยประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันสูงสุดในรอบ 5 เดือน ส่วนไทย แม้มีมาตรการเยียวยาน้ำท่วม ยังต้องจับตาการฟื้นตัวของการบริโภค
โดยภาพรวมตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่อิหร่านปฏิเสธการเจรจารอบใหม่หากสหรัฐฯ ไม่ยอมรับเงื่อนไขที่เสนอผ่านประเทศตัวกลาง
อย่างไรก็ดี สงครามรัสเซีย-ยูเครนมีสัญญาณผ่อนคลายลง หลังผู้แทนจากยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ เตรียมเจรจาสันติภาพในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน
ด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของฝั่งยุโรปนั้น มองว่าความเสี่ยงด้านการคลังเพิ่มขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานและต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ขณะที่เหตุการณ์ประท้วงในฝรั่งเศสจากความไม่พอใจต่อค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และแผนลดรายจ่ายภาครัฐ สะท้อนกระแสต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งมีความเสี่ยงที่จะขยายไปยังประเทศอื่นในยุโรป ข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการลดขาดดุล อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มความผันผวนในตลาดพันธบัตร และซ้ำเติมความเปราะบางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะข้างหน้า
ด้านภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สูงขึ้นจาก 4.3% ในไตรมาสที่ 2 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงเปราะบาง คาดว่ารัฐบาลจะเน้นประคับประคองให้การเติบโตบรรลุเป้าหมายมากกว่าการใช้มาตรการกระตุ้นขนานใหญ่
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลน่าจะรักษาพื้นที่ทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อุปทานส่วนเกิน หนี้สินภาครัฐ รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ ๆ ให้เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในระยะข้างหน้า
สำหรับประเทศไทยนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติม จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน
โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
- มาตรการบรรเทา
- มาตรการฟื้นฟู
- มาตรการด้านภาษี
การอนุมัติงบประมาณเพื่อเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเพิ่มเติมประกอบกับมาตรการกระตุ้นการบริโภค คาดว่าจะช่วยหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงส่งของการบริโภคภาคเอกชนจะถูกจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่
- ผลกระทบของการชะลอการใช้จ่าย (Payback Effect) ภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส
- ความเสียหายจากน้ำท่วม คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อสินทรัพย์ทางกายภาพ (Physical Assets) สูงกว่าผลผลิตหรือ GDP ที่สูญเสียไป ซึ่งสร้างภาระการเงินต่อประชาชนในระยะข้างหน้า ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 85.2% ต่อ GDP ในไตรมาส 2
- รายได้แรงงานที่เติบโตต่ำ ไตรมาส 2 โดยรายได้แรงงานรวมหดตัว -0.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ขณะที่รายได้ของกลุ่มอาชีพอิสระ (Self-employed) หดตัวกว่า -2.0% นอกจากนี้ ล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 52.1 ปรับลดลงจากระดับ 53.2 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง







