
‘ประสิทธิ์’ บิ๊ก CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ชู AI ดันอาหารสู่ High Value
“ประสิทธิ์” ซีอีโอ CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง หากเร่งใช้ AI และปรับภาคเกษตรจากการเน้นปริมาณ สู่การเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่า ดันอาหารไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงพร้อมเตือนรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์–การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับเกษตรกร คู่ค้า และเอสเอ็มอีตลอดห่วงโซ่
KEY
POINTS
- ซีอีโอ CPF ชี้ว่าไทยจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ หากเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่
- เสนอให้ภาคเกษตรและอาหารเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) โดยใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง
- CPF ปรับบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมศักยภาพ (Capability Enabler) โดยนำนวัตกรรมและ AI ที่บริษัทพัฒนาไปถ่ายทอดให้เกษตรกรและคู่ค้าในซัพพลายเชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap ช่วง Business Leaders Dialogue 2030 : Driving Thailand’s New Horizon จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวว่า เชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ และมีโอกาสทำได้เร็ว หากเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ
เร่ง AI-เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ
เรื่องแรกคือ การเร่งนำ AI มาใช้งาน โดยขณะนี้โลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ดังนั้น ประเทศหรือองค์กรที่เรียนรู้และนำ AI มาใช้ได้เร็ว จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันก่อน โดย AI จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนและองค์กรที่ใช้ AI กับผู้ที่ไม่ใช้
นายประสิทธิ์มองว่า การเพิ่ม Productivity จาก AI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน เรื่องที่สองคือการปรับวิธีคิดและรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ หรือ New Business Model เพราะหากยังบริหารจัดการและทำธุรกิจด้วยวิธีเดิมทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ผลลัพธ์ด้านการเติบโตอาจไม่ได้ดีขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างการบริหารประเทศ ระบบราชการ ภาคการเมือง รวมถึงภาคเอกชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทบทวนวิธีคิดและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม
“ถ้าเรามี AI และมี Productivity ที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแนวคิดคือ จากเดิมภาคเกษตรคิดแต่จะผลิตเยอะๆ ต้องเปลี่ยนเป็น Productivity Base + Value Creation”
เกษตรไทยเลิกแข่ง Volume
สำหรับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร นายประสิทธิ์มองว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณกับประเทศขนาดใหญ่อย่างบราซิลหรืออินเดียได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการนำ Creativity ของคนไทยมาผสมผสานกับ AI และเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจาก Volume Base ไปสู่ Productivity Base และ Value Creation
แนวทางดังกล่าวจะทำให้ไทยสามารถผลิตสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเป้าหมายของ CPF คือการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่สินค้า High Value จนสามารถสร้างความต้องการในตลาดโลก และทำให้วันหนึ่งโลกขาดสินค้าจากไทยไม่ได้ หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการผลิตให้ได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้สินค้า “ดีขึ้น และถูกลง” ในเวลาเดียวกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ขณะเดียวกันต้องสร้าง Value ให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นด้วย
Food Security โจทย์ใหม่ไทย
อีกประเด็นที่นายประสิทธิ์ให้ความสำคัญคือ Food Security โดยมองว่าคนไทยคุ้นชินกับการมีอาหารอย่างเพียงพอ และประเทศไทยมีต้นทุนการซื้ออาหารอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่สถานการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ทั้งจากปัจจัย Geopolitics และ Climate Change หากประเทศไทยไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
ด้านการผลิตจึงต้องเดินหน้าพัฒนา Productivity และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ จากอดีตที่ใช้คนดูแลสัตว์ได้เพียงหลักร้อยตัว ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและระบบการจัดการ คนเพียง 2–3 คนสามารถดูแลไก่ได้เป็นหลักแสนตัว และในอนาคตจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกัน ไทยต้องให้ความสำคัญกับการรักษาตลาดอาหารภายในประเทศ หรือ Protecting Thai Market โดยนายประสิทธิ์ยกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรการด้านภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องเกษตรกรและรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ หากสินค้านำเข้าเข้าไปกระทบสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ ก็สามารถถูกจัดเก็บภาษีในระดับสูงได้
สำหรับไทยจึงต้องร่วมกันรักษาตลาดในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการรักษา Food Security กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
CPF ขยับสู่ Capability Enabler
สำหรับ New Horizon ของประเทศไทย นายประสิทธิ์ระบุว่า CPF กำลังปรับ Position จากการเป็น National Food Company ไปสู่ National Capability Enabler เพื่อเป็นผู้ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ เพราะการแข่งขันในตลาดโลกไม่มีใครสามารถอยู่รอดได้เพียงลำพัง
แนวทางดังกล่าวคือการนำ Capability ด้าน Productivity และ Innovation ไปแบ่งปันให้กับคู่ค้าและเกษตรกรในซัพพลายเชน โดยเฉพาะการนำ Smart Farm และ AI ที่ CPF ทดลองและพิสูจน์แล้วมาใช้ ก่อนขยายผลไปยังเครือข่ายเกษตรกรพันธมิตร
ในส่วนของระบบการเลี้ยง CPF ใช้พื้นที่และการดำเนินงานของบริษัทเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี ก่อนนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในเครือข่าย ซึ่งมีสัตว์อยู่ในวงจรอุตสาหกรรมประมาณ 5.5 ล้านตัว เพื่อยกระดับ Productivity และมาตรฐานการผลิตทั้งระบบ นอกจากนี้ CPF ยังเดินหน้าโครงการ “ไก่ไทยไปอวกาศ” เพื่อผลักดันมาตรฐานและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สูงขึ้น สะท้อนแนวคิดว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องยกระดับทั้งอุตสาหกรรม
ดึง SME รับมือกติกาโลก
อีกกลไกสำคัญคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ใน Supply Chain ผ่านโครงการ Partner to Grow โดย CPF มีการจัดซื้อสินค้าจาก SME มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท จึงต้องการยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกัน
CPF จัดการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ใน 5 ด้าน พร้อมส่งทีมงานเข้าไป Coaching ให้กับ SME โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับ Quality Assurance และเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น การเตรียมความพร้อมให้ SME จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือคู่ค้า แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของอุตสาหกรรมอาหารไทยโดยรวม
ภาพ New Horizon ที่นายประสิทธิ์มองจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มกำลังผลิตหรือการขยายตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของไทย จากประเทศที่เน้นผลิตสินค้าในปริมาณมาก ไปสู่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยี AI ผสานกับ Creativity สร้าง Productivity และสินค้า High Value พร้อมยกระดับความสามารถของผู้เล่นตลอดทั้งห่วงโซ่
หากไทยสามารถเร่งปรับตัวได้ทั้งในระดับประเทศและระดับธุรกิจ โอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คาด โดยภาคเกษตรและอาหารจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ต้องเปลี่ยนเกมจาก “ผลิตให้มาก” ไปสู่ “ผลิตให้มีคุณค่า” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว







