thansettakij
thansettakij
‘ประสิทธิ์’ บิ๊ก CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ชู AI ดันอาหารสู่ High Value

‘ประสิทธิ์’ บิ๊ก CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ชู AI ดันอาหารสู่ High Value

08 ต.ค. 69 | 09:52 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ต.ค. 69 | 09:52 น.

“ประสิทธิ์” ซีอีโอ CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง หากเร่งใช้ AI และปรับภาคเกษตรจากการเน้นปริมาณ สู่การเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่า ดันอาหารไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงพร้อมเตือนรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์–การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับเกษตรกร คู่ค้า และเอสเอ็มอีตลอดห่วงโซ่

KEY

POINTS

  • ซีอีโอ CPF ชี้ว่าไทยจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ หากเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่
  • เสนอให้ภาคเกษตรและอาหารเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) โดยใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง
  • CPF ปรับบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมศักยภาพ (Capability Enabler) โดยนำนวัตกรรมและ AI ที่บริษัทพัฒนาไปถ่ายทอดให้เกษตรกรและคู่ค้าในซัพพลายเชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap ช่วง Business Leaders Dialogue 2030 : Driving Thailand’s New Horizon จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวว่า เชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ และมีโอกาสทำได้เร็ว หากเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ

เร่ง AI-เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ

เรื่องแรกคือ การเร่งนำ AI มาใช้งาน โดยขณะนี้โลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ดังนั้น ประเทศหรือองค์กรที่เรียนรู้และนำ AI มาใช้ได้เร็ว จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันก่อน โดย AI จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนและองค์กรที่ใช้ AI กับผู้ที่ไม่ใช้

นายประสิทธิ์มองว่า การเพิ่ม Productivity จาก AI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน เรื่องที่สองคือการปรับวิธีคิดและรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ หรือ New Business Model เพราะหากยังบริหารจัดการและทำธุรกิจด้วยวิธีเดิมทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ผลลัพธ์ด้านการเติบโตอาจไม่ได้ดีขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างการบริหารประเทศ ระบบราชการ ภาคการเมือง รวมถึงภาคเอกชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทบทวนวิธีคิดและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม

“ถ้าเรามี AI และมี Productivity ที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแนวคิดคือ จากเดิมภาคเกษตรคิดแต่จะผลิตเยอะๆ ต้องเปลี่ยนเป็น Productivity Base + Value Creation”

เกษตรไทยเลิกแข่ง Volume

สำหรับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร นายประสิทธิ์มองว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณกับประเทศขนาดใหญ่อย่างบราซิลหรืออินเดียได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการนำ Creativity ของคนไทยมาผสมผสานกับ AI และเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจาก Volume Base ไปสู่ Productivity Base และ Value Creation

แนวทางดังกล่าวจะทำให้ไทยสามารถผลิตสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเป้าหมายของ CPF คือการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่สินค้า High Value จนสามารถสร้างความต้องการในตลาดโลก และทำให้วันหนึ่งโลกขาดสินค้าจากไทยไม่ได้ หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการผลิตให้ได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้สินค้า “ดีขึ้น และถูกลง” ในเวลาเดียวกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ขณะเดียวกันต้องสร้าง Value ให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นด้วย

Food Security โจทย์ใหม่ไทย

อีกประเด็นที่นายประสิทธิ์ให้ความสำคัญคือ Food Security โดยมองว่าคนไทยคุ้นชินกับการมีอาหารอย่างเพียงพอ และประเทศไทยมีต้นทุนการซื้ออาหารอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่สถานการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ทั้งจากปัจจัย Geopolitics และ Climate Change หากประเทศไทยไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

ด้านการผลิตจึงต้องเดินหน้าพัฒนา Productivity และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ จากอดีตที่ใช้คนดูแลสัตว์ได้เพียงหลักร้อยตัว ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและระบบการจัดการ คนเพียง 2–3 คนสามารถดูแลไก่ได้เป็นหลักแสนตัว และในอนาคตจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก

ขณะเดียวกัน ไทยต้องให้ความสำคัญกับการรักษาตลาดอาหารภายในประเทศ หรือ Protecting Thai Market โดยนายประสิทธิ์ยกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรการด้านภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องเกษตรกรและรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ หากสินค้านำเข้าเข้าไปกระทบสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ ก็สามารถถูกจัดเก็บภาษีในระดับสูงได้

สำหรับไทยจึงต้องร่วมกันรักษาตลาดในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการรักษา Food Security กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

‘ประสิทธิ์’ บิ๊ก CPF ชี้ไทยมีโอกาสหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ชู AI ดันอาหารสู่ High Value

CPF ขยับสู่ Capability Enabler

สำหรับ New Horizon ของประเทศไทย นายประสิทธิ์ระบุว่า CPF กำลังปรับ Position จากการเป็น National Food Company ไปสู่ National Capability Enabler เพื่อเป็นผู้ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ เพราะการแข่งขันในตลาดโลกไม่มีใครสามารถอยู่รอดได้เพียงลำพัง

แนวทางดังกล่าวคือการนำ Capability ด้าน Productivity และ Innovation ไปแบ่งปันให้กับคู่ค้าและเกษตรกรในซัพพลายเชน โดยเฉพาะการนำ Smart Farm และ AI ที่ CPF ทดลองและพิสูจน์แล้วมาใช้ ก่อนขยายผลไปยังเครือข่ายเกษตรกรพันธมิตร

ในส่วนของระบบการเลี้ยง CPF ใช้พื้นที่และการดำเนินงานของบริษัทเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี ก่อนนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในเครือข่าย ซึ่งมีสัตว์อยู่ในวงจรอุตสาหกรรมประมาณ 5.5 ล้านตัว เพื่อยกระดับ Productivity และมาตรฐานการผลิตทั้งระบบ นอกจากนี้ CPF ยังเดินหน้าโครงการ “ไก่ไทยไปอวกาศ” เพื่อผลักดันมาตรฐานและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สูงขึ้น สะท้อนแนวคิดว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องยกระดับทั้งอุตสาหกรรม

ดึง SME รับมือกติกาโลก

อีกกลไกสำคัญคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ใน Supply Chain ผ่านโครงการ Partner to Grow โดย CPF มีการจัดซื้อสินค้าจาก SME มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท จึงต้องการยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกัน

CPF จัดการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ใน 5 ด้าน พร้อมส่งทีมงานเข้าไป Coaching ให้กับ SME โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับ Quality Assurance และเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น การเตรียมความพร้อมให้ SME จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือคู่ค้า แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของอุตสาหกรรมอาหารไทยโดยรวม

ภาพ New Horizon ที่นายประสิทธิ์มองจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มกำลังผลิตหรือการขยายตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของไทย จากประเทศที่เน้นผลิตสินค้าในปริมาณมาก ไปสู่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยี AI ผสานกับ Creativity สร้าง Productivity และสินค้า High Value พร้อมยกระดับความสามารถของผู้เล่นตลอดทั้งห่วงโซ่

หากไทยสามารถเร่งปรับตัวได้ทั้งในระดับประเทศและระดับธุรกิจ โอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คาด โดยภาคเกษตรและอาหารจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ต้องเปลี่ยนเกมจาก “ผลิตให้มาก” ไปสู่ “ผลิตให้มีคุณค่า” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว