
ออมสินแนะ ไทยใช้จุดแข็งอาหาร-พลังงาน-นวัตกรรมฝ่าความท้าทาย
ออมสินมองเวที IMF-World Bank โอกาสโชว์ศักยภาพไทย แนะเร่งยกระดับเทคโนโลยี ใช้จุดแข็งอาหาร พลังงาน และนวัตกรรม สร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมช่วยลูกหนี้ฟื้นธุรกิจ
KEY
POINTS
- ธนาคารออมสินเสนอให้ไทยใช้จุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป พลังงาน และนวัตกรรม เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่รับมือความท้าทายของโลก
- ชี้ว่าการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะแสดงศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญวิกฤตด้านอาหารและพลังงานจากความขัดแย้ง
- แนะให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME เร่งยกระดับเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
- ออมสินพร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อช่วยภาคธุรกิจและประชาชนฟื้นฟูธุรกิจ ปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ออมสินมองเวทีประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสไทยโชว์ศักยภาพในสายตานานาชาติ แนะเร่งยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้จุดแข็งอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป พลังงาน และนวัตกรรม สร้างเครื่องยนต์ใหม่ในช่วง 3-5 ปี พร้อมเดินหน้าช่วยลูกหนี้ฟื้นธุรกิจ
การประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพต่อสายตานานาชาติ หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจอีกมาก
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินกล่าวว่า เวที IMF-World Bank ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยนำเสนอศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งและสงคราม ซึ่งกระทบทั้งด้านอาหารและพลังงาน
หนี้เพิ่มจากเศรษฐกิจโตช้า-ต้นทุนพลังงานสูง
ขณะที่สถานการณ์หนี้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่อยู่ในระดับสูงขึ้น ปัจจัยสำคัญเกิดจากผลกระทบหลังวิกฤตโควิดและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีอยู่ในระดับที่ชะลอลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อรายได้หรือจำนวนเงินที่มีอยู่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ภาระหนี้จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามมา ดังนั้นโจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการทำให้เศรษฐกิจสามารถก้าวผ่านความท้าทายเหล่านี้ พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในต้นทุนที่เหมาะสม
ธนาคารออมสินพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ และนำไปสู่การลดภาระหนี้ในอนาคต
ลดเหลื่อมล้ำเอสเอ็มอี ต้องยกระดับเทคโนโลยี
ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการปรับตัวและยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการให้บริการ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับคู่แข่งภายในประเทศ แต่ต้องเผชิญการแข่งขันจากผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญคือ การมองคู่แข่งให้กว้างกว่าตลาดในประเทศ เพราะการยกระดับศักยภาพของเอสเอ็มอีจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการประกอบธุรกิจและการแข่งขัน ไม่เพียงแต่ภายในประเทศ แต่รวมถึงการเปรียบเทียบกับคู่แข่งในต่างประเทศด้วย
ธนาคารออมสินจึงพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับศักยภาพ ทั้งผ่านสินเชื่อระยะยาวเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพ และการยกระดับการให้บริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
เปิดเครื่องยนต์ใหม่ ใช้สิ่งที่ไทย “มี” สู้สิ่งที่โลก “ขาด”
สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมองไปที่ความท้าทายในช่วง 2-3 ปีจากนี้ และทบทวนสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่ หากบางกิจกรรมไม่สามารถแข่งขันได้ อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือยกเลิก ขณะที่กิจกรรมที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ควรเร่งดำเนินการ
โอกาสสำคัญของไทยคือการมองหาสิ่งที่ประเทศอื่นขาด ขณะที่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญภาวะสงครามและไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ ไทยจึงควรนำจุดแข็งที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินหลักพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปยกระดับการดำเนินธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำ “ความมี” ของประเทศไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาจากสิ่งที่ประเทศ “ไม่มี”
อาหาร-พลังงาน-นวัตกรรม โอกาสไทยในโลกเปลี่ยนผ่าน
สำหรับโอกาสของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการมีอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งการผลิตอาหาร เกษตรแปรรูป และอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่หลายประเทศยังมีความต้องการและไม่สามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ โดยไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้ประสบความสำเร็จ ควบคู่กับการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างศักยภาพการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
ออมสินเร่งช่วยลูกหนี้ ฟื้นธุรกิจ-ปรับโครงสร้างหนี้
ด้านสถานการณ์ลูกหนี้ ธนาคารยอมรับว่าเผชิญความท้าทายในวงกว้างมากขึ้น จึงเตรียมมาตรการลดภาระให้ลูกหนี้หลายรูปแบบ ทั้งโครงการฟื้นฟู ปรับปรุง ยืดระยะเวลาชำระ และพักชำระหนี้ โดยมีแพ็กเกจตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 3 เดือน ไปจนถึง 1 ปี และจะมีการสื่อสารรายละเอียดของแต่ละแพ็กเกจเพิ่มเติมเป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม คุณภาพหนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในทันที โดยเฉพาะลูกหนี้ในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมีหลายรายเข้ามาขอรับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรและสต็อกสินค้า ธนาคารจึงเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้
แม้คาดว่าจะมีลูกหนี้บางส่วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ธนาคารพร้อมพูดคุยและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถลุกขึ้นยืนและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ขณะที่ประมาณการหนี้เสียยังอยู่ระหว่างการประเมิน
หนุนโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้าน ผ่านสินเชื่อ 3 แบงก์รัฐ
ในส่วนของการสนับสนุนนโยบายภาครัฐวงเงิน 200,000 ล้านบาท ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับธนาคารออมสินคือการสนับสนุนโครงการโซลาร์เซลล์ โดยมี 3 ธนาคารหลัก ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ
ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนนี้ โดยธนาคารไม่ได้รับเงินสนับสนุนโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านสินเชื่อ ขณะที่เงินสนับสนุนจะไปยังผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามแนวทางของโครงการ
สำหรับธนาคารออมสิน การสนับสนุนจะเป็นการให้สินเชื่อตามปกติในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ขณะที่รายละเอียดของโครงการและแนวทางการสนับสนุนควรรอความชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบหลักอีกครั้ง







