
“ปิยะรัฐชย์” สั่งด่วน ช่วยชาวนาพิจิตร โรงสีเบี้ยวหนี้ 1,300 ล้าน
“ปิยะรัฐชย์” ห่วงชาวนาพิจิตร โรงสีเบี้ยวหนี้ 1,300 ล้าน สั่งกรมสหกรณ์เร่งแก้ หวั่นกระทบสภาพคล่องสหกรณ์ ก่อนรับซื้อข้าวนาปีล็อตใหญ่ ด้านสหกรณ์จังหวัดตั้งคณะทำงานติดตาม พร้อมเตรียมกองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยเสริมสภาพคล่อง ยุติซื้อขายโรงสีคู่กรณี
KEY
POINTS
- โรงสีเอกชน 3 แห่งใน จ.พิจิตร ค้างชำระหนี้ค่าข้าวเปลือกแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12 แห่ง สร้างความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท
- น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ สั่งการด่วนให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งเข้าดูแลและแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
- มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับโรงสีที่เป็นคู่กรณีแล้ว พร้อมยืนยันว่าสหกรณ์ยังคงรับซื้อข้าวจากเกษตรกรตามปกติ และเตรียมมาตรการเสริมสภาพคล่องไว้รองรับ
สถานการณ์โรงสีเอกชนในจังหวัดพิจิตรค้างชำระค่าข้าวเปลือกและผิดนัดชำระหนี้กับสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังพบโรงสีเอกชนรายใหญ่ 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอทับคล้อ สามง่าม และโพทะเล มีปัญหาหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวม 12 แห่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท
ปัญหาดังกล่าวสร้างความกังวลว่าอาจกระทบต่อสภาพคล่องของสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการรวบรวมและรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2569 ที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีล็อตใหญ่ ล่าสุด วันที่ 5 ตุลาคม 2569 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่ง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าหารือเพื่อเร่งหาข้อสรุปและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สั่งเร่งดูแล หวั่นกระทบชาวนา
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว จึงมีข้อสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลและเร่งแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีหนังสือด่วนไปยังรักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ให้รวบรวมรายละเอียดปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือในเบื้องต้น เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์ ขณะที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีกำลังใกล้เข้ามา จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับข้าวล็อตใหญ่ที่จะเข้าสู่ระบบในช่วงปลายปี
“รัฐมนตรีช่วยฯ มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด ความเสียหายจริง ๆ 1,300 กว่าล้านบาท เราเรียกคืนมาแล้วจำนวนหนึ่ง และได้ฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่ง โดยศาลมีคำพิพากษาให้บริษัทชำระหนี้ตามคำฟ้องให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแล้ว”
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบทรัพย์และบังคับคดี โดยให้รายงานผลการดำเนินงานมายังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรเป็นระยะ ขณะเดียวกัน สหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือร่วมกันแล้ว เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์มั่นใจว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด
สหกรณ์ยังรับซื้อข้าวตามปกติ เตรียมเงินเสริมสภาพคล่อง
นายกฤษฎ์ จารุชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า การประชุมร่วมกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่ง ได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามการแก้ไขปัญหาแล้ว โดยข้อสรุปเบื้องต้นยืนยันว่า สหกรณ์ทั้ง 12 แห่งยังคงรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกตามปกติในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน ได้เตรียมแนวทางรองรับปัญหาสภาพคล่องไว้บางส่วนแล้ว โดยหากสหกรณ์แห่งใดประสบปัญหาสภาพคล่อง สามารถพิจารณาใช้เงินจาก กองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น
“ถ้าสหกรณ์ไหนขาดสภาพคล่องจริง ๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์มีกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรในเบื้องต้น ส่วนใหญ่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นโครงการรวบรวมข้าวเปลือก ซึ่งได้รับเงินจาก ธ.ก.ส. เป็นหลัก ขณะนี้สหกรณ์ทุกแห่งยังรับซื้อข้าวเปลือกตามปกติ และเตรียมพร้อมสำหรับข้าวนาปีล็อตใหญ่ที่จะเข้ามาช่วงปลายปี”
ยุติซื้อขายโรงสีคู่กรณี หารายใหม่รองรับข้าวนาปี
รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า สำหรับโรงสีที่เป็นคู่กรณี จากนี้จะยุติการซื้อขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม โดยสหกรณ์จะเป็นผู้พิจารณาจัดหาโรงสีรายใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งผลิต หรืออาจเป็นโรงสีในจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครสวรรค์ พิษณุโลก และสุโขทัย
“ปกติสหกรณ์จะรวบรวมข้าวเปลือกในลักษณะซื้อมาขายไปอยู่แล้ว ส่วนโรงสีเดิมเราไม่ขายให้แล้ว สำหรับโรงสีใหม่ที่จะติดต่อซื้อขายด้วยขึ้นอยู่กับสหกรณ์แต่ละแห่ง ส่วนปัญหาการฟ้องร้อง ขณะนี้กำลังให้นิติกรเร่งสรุป”
เปิด 6 สหกรณ์ ฟ้องโรงสี ความเสียหาย 1,283.50 ล้าน
จากข้อมูลสำนักนายทะเบียนและกฎหมาย กรมส่งเสริมสหกรณ์ พบว่า มีสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรจำนวน 6 แห่ง ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับเจ้าของโรงสีคู่กรณี รวมมูลค่าความเสียหาย 1,283.50 ล้านบาท ประกอบด้วย
- สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด ความเสียหาย 459.85 ล้านบาท
- สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน จำกัด ความเสียหาย 368.95 ล้านบาท
- สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสามง่ามหนึ่ง จำกัด ความเสียหาย 63.01 ล้านบาท
- สหกรณ์การเกษตรสามง่าม จำกัด ความเสียหาย 329.81 ล้านบาท
- สหกรณ์การเกษตรบ้านกำแพงดิน จำกัด ความเสียหาย 40.86 ล้านบาท
- กลุ่มเกษตรกรทำนาเนินปอ ความเสียหาย 21.01 ล้านบาท
- รวมมูลค่าความเสียหายจากทั้ง 6 แห่ง 1,283.50 ล้านบาท
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นมีทั้งกรณีโรงสีผิดนัดชำระค่าข้าวเปลือก สินค้าขาดบัญชีจากการฝากเก็บข้าวเปลือก หรือกรณีที่เรียกว่า “สต๊อกลม” โดยบางส่วนมีการถอนฟ้องและได้รับการชดใช้หนี้คืนให้สหกรณ์แล้ว ขณะที่อีกส่วนอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดีและบังคับคดี
เร่งเช็กหนี้โรงสีค้างสหกรณ์ ย้ำเป็นเรื่องเก่า เคลียร์แล้วบางส่วน
นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีปัญหาหนี้ของโรงสีข้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดที่มีการค้างชำระกับสหกรณ์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบรายละเอียดของหนี้ดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้รับข้อมูลว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีการชำระหรือเคลียร์หนี้ไปบางส่วน ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงจากเดิม
“เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมานานเป็นปีแล้ว และโรงสีดังกล่าวก็เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า ปัจจุบันมีหนี้คงค้างอยู่เท่าใด และมีการดำเนินการแก้ไขไปแล้วในส่วนใดบ้าง สมาคมฯ จะเร่งตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะหนี้และความคืบหน้าการชำระหนี้ ก่อนรายงานรายละเอียดให้ทราบต่อไป"
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ประธานชมรมในพื้นที่เข้าไปติดตามกรณีดังกล่าวโดยตรง เพื่อประสานข้อมูลระหว่างโรงสี สหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ยังอาจคงค้างอยู่ สมาคมจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด







