
เปิดเส้นทางส่งออก ‘ปลาหมอคางดำ’ 3.2 แสนตัว 222 ครั้ง จี้เร่งไขปมต้นทาง
พบข้อมูลปลาหมอคางดำถูกส่งออกจากไทยกว่า 3.2 แสนตัว รวม 222 ครั้ง ผ่านบริษัทปลาสวยงาม 11 แห่ง ในช่วงปี 2556–2559 ก่อนพบการร้องเรียนการแพร่ระบาดในปี 2560ภาคประชาสังคมจี้รัฐเปิดเส้นทางย้อนกลับถึงต้นทาง ขณะที่ศาลปกครองสั่งกรมประมงเร่งควบคุมการแพร่ระบาด พร้อมกำหนดกรอบดำเนินการ 180 วัน
KEY
POINTS
- เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบกรมประมง หลังพบข้อมูลการส่งออกปลาหมอคางดำกว่า 320,000 ตัว รวม 222 ครั้ง ในช่วงปี 2556-2559
- มีเป้าหมายเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับต้นทางของปลาที่ถูกส่งออก ว่ามาจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
- ตั้งข้อสังเกตต่อคำชี้แจงที่ว่าผู้ส่งออกอาจระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อน เนื่องจากเกิดขึ้นซ้ำกว่า 200 ครั้งตลอด 4 ปี และต้องการให้ภาครัฐตรวจสอบกระบวนการกำกับดูแลให้ชัดเจน
รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมง และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
เปิดข้อมูล 222 ครั้ง จี้ไขปมปลาหมอคางดำจากไหน-ใครครอบครอง
นายชัยภัฏ กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่เครือข่ายฯ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 หลังพบข้อมูลการส่งออกโดยบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ก่อนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560 ซึ่งแสดงว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นปลาหมอคางดำหลายราย
ที่ผ่านมาสังคมให้ความสนใจอย่างมากกับคำถามว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร แต่เครือข่ายฯ เห็นว่าอีกเส้นทางหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังคือ เส้นทางการส่งออก ว่าปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางมาจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้หรือไม่ รวมถึง ใครเป็นผู้ทำให้เกิดการระบาด
โดยประเด็นหลักคือ คำชี้แจงภายหลังเกิดการร้องเรียนเรื่องการแพร่ระบาดในปี 2560 ระบุว่า การระบุชนิดและชื่อปลาในเอกสารส่งออกอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออก ซึ่งเครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่า การส่งออกสัตว์น้ำมีกระบวนการตรวจสอบก่อนส่งออก และปลาดังกล่าวถูกส่งไปยังมากกว่า 10 ประเทศ
ดังนั้นจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ชัดเจน และชี้แจงว่า เหตุใดการระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อนจึงเกิดขึ้นซ้ำมากกว่า 200 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 4 ปี และกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐในขณะนั้นสามารถยืนยันชนิดและแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ในระดับใด
ทั้งนี้การยื่นคำร้องครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องออกสู่สาธารณะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางของปลาหมอคางดำ ที่เคยถูกส่งออกจากไทย และอาจนำไปสู่ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการปัญหาในปัจจุบัน โดยเครือข่ายฯ ย้ำว่าข้อสังเกตนี้ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทผู้ส่งออกทั้ง 11 แห่ง เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด หรือหน่วยงานภาครัฐเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใด แต่เป็นประเด็นที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน และทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงควรมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง
ศาลสั่งรัฐคุมระบาด เดินหน้าแผนแก้ปัญหาใน 180 วัน
ขณะที่วันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ผู้ฟ้องรวม 54 คนยื่นฟ้องกรมประมงกับพวกรวม 18 คน จากการที่กรมประมงละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 ที่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงมีคำสั่งให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามพระราชกำหนดการประมง ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือ ปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินโดยให้กรมประมงปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่แพร่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็นต่อไป โดยให้กระทรางเกษตรฯ ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการต่างๆนั้นบรรลุผลใน 180 วัน
นอกจากนี้ ศาลมีคำพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสงคราม พิจารณาออกประกาศพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ในพื้นที่ อ.อัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และ อ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด







