thansettakij
thansettakij
‘พจน์’ หนุน ‘วิทัย’ ลงมือทำจริง ปลดล็อกสินเชื่อ-แก้ทุนเทา ดันเศรษฐกิจพุ่ง

‘พจน์’ หนุน ‘วิทัย’ ลงมือทำจริง ปลดล็อกสินเชื่อ-แก้ทุนเทา ดันเศรษฐกิจโต

28 ส.ค. 69 | 03:20 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 03:21 น.

“พจน์” หนุน “วิทัย” ปรับบทบาท ธปท. จากวิเคราะห์สู่ลงมือทำเร่งปลดล็อกสินเชื่อ SMEs-รายย่อย ลดต้นทุนการเงินชี้ “ทุนสีเทา” โจทย์เร่งด่วน บิดเบือนการแข่งขัน แนะผนึกกำลังรัฐ-เอกชนแก้ปัญหา พร้อมวัดผลงานจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง

KEY

POINTS

  • ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย สนับสนุนแนวทางของผู้ว่าการ ธปท. (วิทัย รัตนากร) ที่เปลี่ยนบทบาทจากเน้นการวิเคราะห์มาสู่การลงมือทำจริงเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
  • ชี้เป้าปัญหาเร่งด่วนที่ ธปท. ต้องดำเนินการ คือ การปลดล็อกให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการแก้ไขปัญหา "ทุนสีเทา" ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาด
  • เสนอให้ ธปท. ดูแลอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรม พร้อมประสานงานกับรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ

การประกาศปรับแนวทางการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. จากบทบาทที่เน้นการวิเคราะห์ไปสู่การลงมือทำ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำลังถูกจับตาจากภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพราะโจทย์เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน แต่ยังเผชิญปัญหาหนี้ การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนทางการเงิน และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” เห็นด้วยกับการปรับบทบาทของ ธปท. โดยมองว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการมาตรการที่สามารถช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชี้เป้าหมายสำคัญที่แบงก์ชาติควรเร่งดำเนินการ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจาก “วิเคราะห์” สู่ “ลงมือทำ” เกิดผลจริงในระบบเศรษฐกิจ

เร่งปลดล็อกสินเชื่อ SMEs-รายย่อย

ดร.พจน์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ ธปท. ควรดำเนินการมีหลายด้าน โดยเฉพาะการผลักดันให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น รวมถึงประสานกับธนาคารพาณิชย์เพื่อลดขั้นตอนและเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขอสินเชื่อ นอกจากนี้ ควรดูแลอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจ รวมถึงดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ และไม่สร้างภาระเกินควรต่อผู้ส่งออกและภาคธุรกิจ

“เศรษฐกิจเวลานี้ต้องการมาตรการที่ช่วยภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเปิดทางให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น”

ชี้ “ทุนสีเทา” คอขวดใหญ่สุด

สำหรับ 4 โจทย์ใหญ่ที่ ธปท. ประกาศเดินหน้า ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย ต้นทุนทางการเงิน และการป้องกันทุนสีเทานั้น ดร.พจน์มองว่า “ทุนสีเทา” เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เหตุผลสำคัญคือทุนสีเทาส่งผลกระทบโดยตรงต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม บิดเบือนกลไกตลาด และสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น ธปท. ควรร่วมมือกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ปิดช่องโหว่ของบัญชีม้าและธุรกรรมผิดปกติ รวมทั้งป้องกันไม่ให้ระบบการเงินและระบบชำระเงินถูกใช้เป็นช่องทางของธุรกิจผิดกฎหมาย โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

คุม Non-bank ต้องสมดุล หวั่นสินเชื่อสะดุด

ส่วนการเตรียมขยายการกำกับดูแล Non-bank ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อและระบบชำระเงิน ดร.พจน์เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการดูแลอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลต้องมีความสมดุล ไม่ทำให้ต้นทุนของผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย เพราะหากช่องทางสินเชื่อในระบบถูกจำกัดมากเกินไป ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนอาจถูกผลักออกไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ดังนั้น ธปท. ต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งมิติการคุ้มครองผู้บริโภคและการรักษาช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

ไม่จำเป็นกดเพดานทุกเรื่อง เน้นความเป็นธรรม

สำหรับประเด็นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางการเงิน ดร.พจน์มองว่า ไม่จำเป็นต้องกำหนดเพดานหรือควบคุมกลไกตลาดในทุกเรื่อง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจและผู้ประกอบการยังมีความเปราะบาง ธปท. ควรหารือและขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อดูแลอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขสินเชื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม

ภาคการเงินควรร่วมกันช่วยช่วยประคับประคองลูกหนี้และผู้ประกอบการให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ แต่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่สูง

‘พจน์’ หนุน ‘วิทัย’ ลงมือทำจริง ปลดล็อกสินเชื่อ-แก้ทุนเทา ดันเศรษฐกิจโต

หนุน ธปท. ร่วมรัฐบาลดันเศรษฐกิจโต

ดร.พจน์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยมีโจทย์ด้านโครงสร้างมากกว่าปัญหาเสถียรภาพ ดังนั้น ธปท. ควรมีบทบาทสนับสนุนการปรับโครงสร้างและการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน การทำงานดังกล่าวจำเป็นต้องประสานกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ควรรับผิดชอบด้านนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ขณะที่ ธปท. ใช้นโยบายการเงินและกลไกของระบบสถาบันการเงินสนับสนุนให้มาตรการต่าง ๆ เกิดผลในทางปฏิบัติ

ทั้งสองฝ่ายจึงควรเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังต้องรักษาความเป็นอิสระและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานอย่างเหมาะสม

วัดผลงาน “วิทัย” ต้องเห็นเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

สำหรับการประเมินผลงาน ธปท. ในอีก 1–2 ปีข้างหน้า ดร.พจน์ระบุว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ในระบบเศรษฐกิจจริง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว โดยมี 5 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่

1. SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น

2. อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม

3. การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาดำเนินธุรกิจและชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน

4. ปัญหาทุนสีเทาและธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

5. ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ

ดร.พจน์กล่าวว่า หากตัวชี้วัดเหล่านี้ปรับตัวดีขึ้น จะสะท้อนให้เห็นว่า ธปท. ไม่ได้เพียงเปลี่ยนแนวนโยบาย แต่สามารถ “ลงมือทำ” และช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำงานในยุคใหม่ของแบงก์ชาติ