thansettakij
thansettakij
ไทยจ่อหลุด Monitoring List สหรัฐฯ  ‘ธปท.’ ชี้เหลือติดเกณฑ์เดียว

ไทยจ่อหลุด Monitoring List สหรัฐฯ ‘ธปท.’ ชี้เหลือติดเกณฑ์เดียว

02 ส.ค. 69 | 08:22 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ส.ค. 69 | 08:29 น.

ธปท.ชี้ไทยจ่อหลุด Monitoring List สหรัฐฯ เหลือเพียง 1 ใน 3 ข้อ เหตุเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดเหลือ 2.8% ของ GDP ลุ้นรอบหน้าพ้นบัญชีจับตา

KEY

POINTS

  • สถานะของไทยในบัญชี Monitoring List ของสหรัฐฯ ดีขึ้น โดยล่าสุดเข้าเกณฑ์การประเมินเพียง 1 ข้อ จากเดิม 2 ข้อ
  • เกณฑ์ที่ไทยยังคงเข้าข่ายคือการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง ขณะที่หลุดจากเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว
  • ไทยยังคงอยู่ใน Monitoring List ชั่วคราว เนื่องจากนโยบายของสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน
  • ธปท. คาดการณ์ว่าไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกถอดออกจากบัญชีในการประเมินรอบถัดไป หากยังคงเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียว

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานะประเทศไทยภายใต้การประเมินนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ว่า รายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ยังคงจัดประเทศไทยอยู่ในบัญชี Monitoring List แต่สถานการณ์มีพัฒนาการดีขึ้นจากรอบก่อน เนื่องจากไทยเข้าเกณฑ์การประเมินเพียง 1 ใน 3 ข้อ จากเดิมที่เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ

ทั้งนี้ เบื้องต้น ธปท.ประเมินว่าในการพิจารณารอบถัดไป ไทยมีโอกาสถูกถอดออกจาก Monitoring List หากยังคงเข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อ และไม่มีปัจจัยที่ทำให้กลับมาเข้าเกณฑ์เพิ่มเติม โดย ธปท.จะติดตามการประเมินของ U.S. Treasury อย่างใกล้ชิด

เปิด 3 เกณฑ์สหรัฐฯ จับตาคู่ค้า

สำหรับ U.S. Treasury มีการประเมินนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญทุกครึ่งปี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน และพิจารณาจาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่

1. เกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. เกินดุลบัญชีเดินสะพัด มากกว่า 3% ของ GDP

3. แทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิมากกว่า 2% ของ GDP และมีการซื้อสุทธิมากกว่า 8 เดือนจาก 12 เดือน

หากประเทศใดเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชี Monitoring List เพื่อให้ U.S. Treasury สามารถติดตามนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ไทยหลุดเกณฑ์บัญชีเดินสะพัด

สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้านี้ในรอบการประเมินที่ใช้ข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 ไทยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดของ U.S. Treasury ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พบว่า ไทยเหลือเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียว คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ ขณะที่ไม่เข้าเกณฑ์ด้านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สาเหตุสำคัญมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงจาก 3.8% ของ GDP เหลือ 2.8% ของ GDP ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ U.S. Treasury กำหนดไว้ที่มากกว่า 3% ของ GDP

ขณะที่ด้านการค้า ไทยยังคงเข้าเกณฑ์ดังกล่าว โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของหลายอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ

เหลือติดเกณฑ์เดียว แต่ยังไม่หลุดบัญชี

แม้การประเมินล่าสุดพบว่าไทยเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ แต่ยังคงสถานะ Monitoring List เนื่องจาก U.S. Treasury กำหนดให้ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าวต้องอยู่ใน List อย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน เพื่อให้สามารถติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น หากการประเมินครั้งถัดไปไทยยังเข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อ และไม่มีเกณฑ์อื่นเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่ไทยจะถูกถอดออกจาก Monitoring List

สหรัฐฯ มองมาตรการ ธปท. ไม่ได้บิดเบือนค่าเงิน

ในส่วนของมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ ธปท. ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รายงาน U.S. Treasury ยังกล่าวถึงมาตรการสำคัญของไทย อาทิ การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ หรือ Repatriation รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเสถียรภาพของเงินบาท

อย่างไรก็ตาม U.S. Treasury ประเมินว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเสถียรภาพทางการเงิน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการค้าให้กับประเทศไทย

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อการดำเนินนโยบายของ ธปท. เพราะสะท้อนว่าแนวทางการกำกับดูแลธุรกรรมเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดทองคำของไทยยังถูกมองว่าอยู่ภายใต้กรอบการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน มากกว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อกดค่าเงินบาทให้เอื้อต่อการส่งออก

ย้อนมาตรการ LTV-LTI สกัดความเสี่ยงหนี้ครัวเรือน

สำหรับรายงาน U.S. Treasury ฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมกราคม 2569 ยังได้กล่าวถึงมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายและเสถียรภาพระบบการเงินของไทยหลายด้าน เช่น Nonresident Baht Account Limit และ Nonresident Qualified Companies (NRQC) exemption

รวมถึงมาตรการดูแลความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะมาตรการ Loan-to-Value (LTV) และ Loan-to-Income (LTI) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมความเสี่ยงด้านสินเชื่อและป้องกันการสะสมความเปราะบางในระบบการเงิน

ทั้งนี้ การที่รายงานล่าสุดสะท้อนว่าไทยไม่เข้าเกณฑ์ด้านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว ถือเป็นพัฒนาการที่ช่วยลดแรงกดดันจากการประเมินของสหรัฐฯ เหลือเพียงโจทย์ด้านการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง

ลุ้นรอบหน้า “ไทยหลุดบัญชีจับตา”

สำหรับการประเมินรอบถัดไป U.S. Treasury จะใช้ข้อมูลช่วงเวลาต่อเนื่อง 12 เดือนมาประกอบการพิจารณา โดย ธปท.ประเมินว่า หากไทยยังคงเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ และไม่กลับมาเข้าเกณฑ์ด้านบัญชีเดินสะพัดหรือการแทรกแซงค่าเงินเพิ่มเติม ก็มีโอกาสที่ไทยจะถูกถอดออกจาก Monitoring List

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ เดินหน้านโยบายการค้าและทบทวนความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างเข้มข้น

ดังนั้น แม้สถานะของไทยในรายงานล่าสุดจะดีขึ้นจากการเหลือเข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อ แต่โจทย์สำคัญในระยะต่อไปยังอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ กับการบริหารความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายให้อยู่ในกรอบที่สอดคล้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ