thansettakij
thansettakij
“วิทัย” พลิกโฉมแบงก์ชาติก้าวข้าม “โลกเก่า” ลงมือทำจริง แก้ปัญหาโครงสร้าง

“วิทัย” พลิกโฉมแบงก์ชาติก้าวข้าม “โลกเก่า” ลงมือทำจริง แก้ปัญหาโครงสร้าง

14 ส.ค. 69 | 01:56 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 01:57 น.

ผู้ว่าฯ ธปท. ยืนยันภารกิจรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจยังเป็นหัวใจหลัก แต่ถึงเวลาต้องปรับบทบาท หันมาแก้ปัญหาการเงินเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน พร้อมเดินหน้าคุมเข้ม Nonbank สกัดการเอาเปรียบประชาชน

KEY

POINTS

  • ผู้ว่าฯ ธปท. ประกาศปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน โดยยังคงภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพ แต่จะเปลี่ยนจากยุคที่เน้นการวิเคราะห์มาสู่การ "ลงมือทำจริง" เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ
  • มุ่งเน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อยและ SMEs, ต้นทุนบริการทางการเงินที่เป็นธรรม และการป้องกันทุนสีเทา
  • เตรียมขยายการกำกับดูแลไปยังกลุ่ม Non-bank ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อและระบบการชำระเงิน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนและธุรกรรมที่ผิดปกติ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายทิศทางการทำงานของแบงก์ชาติในยุคปัจจุบัน โดยยืนยันว่าภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็น Core Mandate ขององค์กร ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม นายวิทัยชี้ว่า ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพราคาและระบบการเงินได้ลดลงอย่างมาก โดยก่อนเกิดสงคราม อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจนติดลบ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีผลประกอบการและเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง อาจถึงขั้นมากเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ

ในทางกลับกัน โจทย์ใหญ่ของไทยเวลานี้กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงต่อเนื่อง อันเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก

นายวิทัยเตือนว่า หากยังมัวแต่วิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์กันไปมา โดยไม่ร่วมกันลงมือแก้ไข เศรษฐกิจจะยิ่งเติบโตช้าลง รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนจะหดตัวจนไม่พอกับรายจ่าย กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) และย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในที่สุด

ผู้ว่าฯ ธปท. ตั้งคำถามว่า จะเกิดประโยชน์อะไร หากแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจกลับทรุดตัวลง ธุรกิจปิดกิจการ และประชาชนยากจนลง

นายวิทัยระบุว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนมาก แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นการลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ หนึ่ง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน สอง การสร้าง Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ สาม การทำให้ต้นทุนบริการทางการเงิน ทั้งค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย เป็นธรรมต่อรายย่อยและ SMEs และสี่ การป้องกันไม่ให้ช่องทางการเงินถูกใช้เอื้อต่อทุนสีเทาและการคอร์รัปชัน

ทั้ง 4 ด้านนี้อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน และที่ผ่านมา ธปท. ก็ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว โดยจากนี้ไปจะเข้ากำกับดูแลกลุ่ม Nonbank มากขึ้น ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ (Lending) และระบบการชำระเงิน (Payment) เนื่องจากเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนอาจถูกเอาเปรียบ และช่องทางเหล่านี้อาจกลายเป็นทางผ่านของธุรกรรมผิดปกติที่เพิ่มขึ้น

นายวิทัยกล่าวว่า เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนไป แบงก์ชาติก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม เพราะหากไม่ยอมเปลี่ยน ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แม้แนวทางเดิมจะสบายและง่ายกว่าก็ตาม

ผู้ว่าฯ ธปท. ทิ้งท้ายว่า แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่พร้อมปรับตัว และยังมีบุคลากรที่มีความสามารถและมีจิตใจดีอยู่จำนวนมาก จึงไม่ต้องการยึดติดอยู่กับ “โลกเก่า” ที่เอาแต่วิจารณ์ผู้อื่นและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่ไม่เคยมีผลงานให้จดจำ พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายมาร่วมกันลงมือทำจริง เพื่อทำให้ประเทศดีขึ้นไปด้วยกัน