thansettakij
thansettakij
จับตาภาษีสหรัฐลูกที่สอง จ่อฟันกำลังผลิตส่วนเกิน กดดันส่งออกไทย

จับตาภาษีสหรัฐลูกที่สอง จ่อฟันกำลังผลิตส่วนเกิน กดดันส่งออกไทย

29 ก.ค. 69 | 04:10 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ค. 69 | 04:10 น.

สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรา 301 เก็บภาษีสินค้าไทย 12.5% ยกระดับแรงกดดันทางการค้า กระทบสินค้าส่งออกหลักทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ ฉุดตลาดส่งออก 2.3 ล้านล้านบาทเผชิญความเสี่ยง จับตา "ภาษีลูกที่สอง" จากการไต่สวนกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่อาจซ้ำเติมผู้ส่งออกไทย

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้มาตรการภาษีรอบใหม่กับไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ซึ่งอาจเป็น "ภาษีลูกที่สอง" ที่สร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกเพิ่มเติม
  • มาตรการภาษีลูกที่สองนี้ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่ามาตรการภาษี 12.5% รอบแรกที่สหรัฐฯ ใช้กับไทยจากประเด็นแรงงานบังคับ
  • การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ กดดันให้ไทยต้องเร่งปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ที่มุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน นอกเหนือจากการเจรจาลดภาษี

มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการชั่วคราวตามมาตรา 122 ที่สิ้นสุดลง โดยกำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 12.5% จากกรณีที่สหรัฐเห็นว่าไทยยังไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับอัตราภาษีจาก 10% เป็น 12.5% แต่สะท้อนการยกระดับมาตรการกดดันทางการค้าของสหรัฐ จากมาตรการชั่วคราวที่มีกรอบเวลา 150 วัน ไปสู่มาตรา 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการค้าระยะยาว และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น

จับตาภาษีสหรัฐลูกที่สอง จ่อฟันกำลังผลิตส่วนเกิน กดดันส่งออกไทย

มาตรา 301 ยกระดับแรงกดดันการค้าไทย

สำหรับประเทศไทย มาตรา 301 รอบนี้มีลักษณะแตกต่างจากที่สหรัฐเคยใช้กับจีน เนื่องจากใช้หลักการจัดเก็บภาษีกับสินค้าของประเทศที่ถูกไต่สวนเกือบทุกรายการ ก่อนกำหนดข้อยกเว้นเฉพาะสินค้าในบัญชี Annex I และ Annex II ส่งผลให้สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยเข้าสู่ฐานภาษีใหม่พร้อมกัน ต่างจากมาตรการที่กำหนดเป็นรายพิกัดสินค้าในอดีต

อิเล็กทรอนิกส์-ยาง-อาหารแปรรูป เสี่ยงรับผลกระทบหนัก

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปตลาดสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB/PCBA) โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ตลอดจนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท แม้ USTR จะยกเว้นเครื่องจักรที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์บางรายการ แต่ไม่ได้ครอบคลุมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย

ถัดมาเป็น ผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางธรรมชาติแปรรูป รวมถึง เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของผู้ประกอบการระดับโลก

จับตาภาษีสหรัฐลูกที่สอง จ่อฟันกำลังผลิตส่วนเกิน กดดันส่งออกไทย

ด้าน สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผลไม้แปรรูป และไก่แปรรูป หลัง USTR ไม่ได้เพิ่มสินค้าอาหารทะเลเข้าสู่บัญชียกเว้นตามที่ภาคเอกชนเสนอ ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงยังต้องตรวจสอบเป็นรายพิกัดศุลกากร

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ แผงโซลาร์เซลล์ เซรามิก รองเท้า เครื่องหนัง และสิ่งทอ ซึ่งไทยไม่ได้รับสิทธิในระบบโควตาภาษี (TRQ) ที่สหรัฐจัดให้บางประเทศคู่แข่ง เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สินค้าทุกกลุ่มที่จะถูกจัดเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 ของสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ จะยังเสียภาษีตามมาตรการเดิม โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ซ้ำ

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับการยกเว้นสินค้าบางรายการตาม Annex II เช่น ผลิตภัณฑ์มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูปบางชนิด วัตถุดิบยาและเภสัชภัณฑ์บางประเภท น้ำตาลในโควตา WTO เศษโลหะ เศษแบตเตอรี่ หนังสัตว์บางชนิด รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่เป็นการยกเว้นตามประเภทสินค้า ไม่ใช่สิทธิยกเว้นเฉพาะประเทศไทยเหมือนบางประเทศคู่แข่งในอาเซียน

รัฐแจงขึ้นภาษีสุทธิ 2.5% แต่เกมการค้าเปลี่ยน

หลังมาตรการมีผลบังคับใช้ รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงว่า ภาษีดังกล่าวไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่มใหม่ 12.5% ทั้งจำนวน แต่เป็นการปรับจากอัตราชั่วคราวเดิม 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ พร้อมระบุว่าสินค้าไทยกว่า 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ ได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าผลกระทบด้านการแข่งขันโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศมองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขภาษี หากเป็นการที่มาตรา 301 ได้เปลี่ยน กติกาการค้าของสหรัฐ จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการส่งออกไทยในระยะต่อไป

แม้รัฐบาลจะย้ำว่าการปรับภาษีตามมาตรา 301 เป็นการเพิ่มอัตราจาก 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และมีสินค้ากว่า 2,120 รายการได้รับการยกเว้น แต่ภาคเอกชนและนักวิชาการเห็นตรงกันว่า ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงต้นทุนภาษี หากเป็นการเปลี่ยนกติกาการค้าของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

นักวิชาการชี้ส่งออกครึ่งปีหลังเสี่ยงชะลอ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า แม้มาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2569 แต่จะกระทบคำสั่งซื้อใหม่ทันที เพราะผู้นำเข้าสหรัฐต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือได้รับสิทธิทางภาษีมากกว่าไทย

จากการประเมินโครงสร้างการส่งออก พบว่า 11 กลุ่มสินค้าหลักที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบ มีมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคมกว่า 8.3 แสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐในช่วงเดียวกันมีโอกาสแตะ กว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้สินค้าส่วนใหญ่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการใหม่

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ รองลงมาคือเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมหลักที่เชื่อมโยงกับการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

ดร.อัทธ์ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการภาษีใหม่ การส่งออกไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัวได้ราว 8% แต่เมื่อมาตรา 301 มีผลบังคับใช้ อัตราการเติบโตอาจลดลงเหลือเพียง 6-7% โดยตลาดสหรัฐซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการส่งออกไทย จะกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 

เอกชนเร่งยกระดับมาตรฐาน รับมือกติกาใหม่

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองผลกระทบแตกต่างกันในรายละเอียด โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ภาษี 12.5% ยังไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบอย่างรุนแรง เพราะประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ก็ถูกเรียกเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานแรงงานและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการทบทวนมาตรการในอนาคต

ขณะที่นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลต่อผลกระทบในเชิงธุรกิจ เนื่องจากสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนสูง เช่น อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ อัญมณี และเครื่องนุ่งห่ม

ส.อ.ท.เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายพิกัดสินค้า พร้อมเสนอให้กำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวใน 4 ด้าน ได้แก่ การกระจายตลาดส่งออก การยกระดับมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชน การเพิ่มมูลค่าสินค้าและนวัตกรรม และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้านกระทรวงพาณิชย์โดยนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าทางกระทรวงฯเดินหน้าควบคู่ทั้งการเจรจากับสหรัฐและการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ โดยเร่งผลักดัน ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) เพื่อหาข้อยุติที่สมดุลระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของประเทศกับการคงความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย พร้อมกันนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านภาษี การลดต้นทุนโลจิสติกส์ การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ รวมถึงเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐในระยะยาว

จับตา "ภาษีลูกที่สอง" ปมกำลังผลิตส่วนเกิน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลมากกว่าภาษีรอบแรก คือการไต่สวนมาตรา 301 อีกคดีในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งสหรัฐยังอยู่ระหว่างพิจารณา หากนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในสินค้าบางกลุ่ม ก็อาจกลายเป็น “ภาษีลูกที่สอง” ที่สร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทยมากกว่ามาตรการปัจจุบัน

ทำให้การรับมือของไทยในช่วงต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษี แต่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงาน พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ เพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เพราะในท้ายที่สุด มาตรา 301 อาจไม่ใช่เพียงมาตรการภาษี หากแต่เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของไทยในทศวรรษต่อไป