thansettakij
thansettakij
ผู้เชี่ยวชาญชี้ ม.301 ขึ้นภาษีไทย เสี่ยงกระทบ 1 ล้านล้าน ส่งออกทั้งปีโตเหลือ 6-7%

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ม.301 ขึ้นภาษีไทย เสี่ยงกระทบ 1 ล้านล้าน ส่งออกทั้งปีโตเหลือ 6-7%

24 ก.ค. 69 | 09:21 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 09:24 น.

"อัทธ์ พิศาลวานิช" ประเมินมาตรา 301 ของสหรัฐที่เรียกเก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% จะกระทบสินค้าส่งออกกว่า 1 ล้านล้านบาทในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี พร้อมฉุดการส่งออกไทยไปสหรัฐลดลง 4-6% และกดส่งออกรวมปี 2569 เหลือโตเพียง 6-7%

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรการป้องกันการใช้แรงงานบังคับที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
  • คาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปีกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบหนักที่สุด
  • ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจทำให้การเติบโตของการส่งออกไทยโดยรวมทั้งปี 2569 ลดลงเหลือ 6-7% จากที่คาดการณ์ไว้เดิม

มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 หลังมาตรการจัดเก็บภาษีชั่วคราวตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ซึ่งเก็บภาษีในอัตรา 10% ครบกำหนดบังคับใช้ 150 วัน และถูกแทนที่ด้วยมาตรการภายใต้มาตรา 301 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับแรงกดดันทางการค้าของสหรัฐต่อประเทศไทย เนื่องจากมาตรา 301 เป็นเครื่องมือทางการค้าที่ใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่สหรัฐเห็นว่ามีนโยบายหรือแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แตกต่างจากมาตรา 122 ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวที่มีกรอบเวลาชัดเจน

สำหรับกรณีของไทย สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เห็นว่าไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเข้าข่ายดำเนินมาตรการตอบโต้ตามมาตรา 301 และเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ภาษีดังกล่าวเป็นการเรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าปกติ (MFN) ของสินค้าแต่ละประเภท และไม่ใช่การเก็บภาษีซ้ำกับมาตรา 122 ที่สิ้นสุดลงแล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้ยังไม่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งเป็นการไต่สวนมาตรา 301 อีกคดีหนึ่ง และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

อิเล็กทรอนิกส์-เครื่องใช้ไฟฟ้า-อาหาร รับผลกระทบหนัก

แม้ USTR จะกำหนดข้อยกเว้นสินค้าบางรายการไว้ในภาคผนวกของประกาศ แต่โดยหลักแล้ว สินค้าไทยเกือบทุกประเภทที่ส่งออกไปสหรัฐจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติม 12.5%

จากการวิเคราะห์ของ ดร.อัทธ์ พบว่า สินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงสามารถแบ่งได้เป็น 11 กลุ่มหลัก ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย

กลุ่มแรก คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเตาไมโครเวฟ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของผู้ประกอบการระดับโลก

ถัดมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีได้รับการยกเว้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกอันดับต้นของไทยไปตลาดสหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารแปรรูป อาหารทะเล ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน ตลอดจนอัญมณีและเครื่องประดับ

ดร.อัทธ์ ระบุว่า แม้รายการดังกล่าวจะเป็นเพียงกลุ่มสินค้าตัวอย่างที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่รายการทั้งหมดตามประกาศของ USTR แต่สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าหลักของไทยเกือบทุกอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการครั้งนี้

สินค้าได้ยกเว้นมี แต่ต้องตรวจสอบพิกัดให้ชัด

แม้สินค้าส่วนใหญ่จะต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่ USTR ยังเปิดช่องให้สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม 12.5%

สินค้ากลุ่มแรก คือ สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ โดยต้องออกจากท่าเรือต้นทางก่อนเวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และผ่านพิธีการนำเข้าของสหรัฐก่อนวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบบางรายการตามพิกัดศุลกากร สินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน แร่ธาตุ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์บางชนิด เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน ยาและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยา รวมถึงสิ่งของบริจาคเพื่อมนุษยธรรม และสื่อสิ่งพิมพ์บางประเภท

อย่างไรก็ตาม การได้รับการยกเว้นดังกล่าวเป็นเพียงการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 301 เท่านั้น ผู้ส่งออกยังจำเป็นต้องตรวจสอบอัตราภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายสหรัฐเป็นรายสินค้า

เหล็ก-รถยนต์ ไม่เสียภาษี 301 ซ้ำ แต่ยังอยู่ใต้ ม.232

อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจ คือ การได้รับการยกเว้นภาษีมาตรา 301 ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะปลอดภาษีทั้งหมด เนื่องจากสินค้าหลายประเภทอยู่ภายใต้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 อยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้บางประเภท รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์บางรายการ

สินค้ากลุ่มดังกล่าวจึงไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 301 แต่ยังคงต้องเสียภาษีตามมาตรา 232 รวมถึงอาจอยู่ภายใต้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือมาตรการตอบโต้การอุดหนุนในบางกรณี

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรตีความว่าการอยู่ในบัญชียกเว้นหมายถึงการปลอดภาษี แต่จำเป็นต้องตรวจสอบพิกัดศุลกากรและมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องเป็นรายสินค้า เพื่อประเมินต้นทุนที่แท้จริงก่อนทำสัญญาซื้อขาย

สินค้าเสี่ยงกว่า 1 ล้านล้าน อิเล็กทรอนิกส์รับแรงกระแทกสูงสุด

ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดของมาตรการภาษีครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มต้นทุนภาษี 12.5% แต่คือการที่สินค้าส่งออกหลักของไทยเกือบทั้งหมดต้องเข้าสู่ฐานภาษีใหม่พร้อมกัน ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐลดลงทันที

รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออกของไทยไปสหรัฐในปี 2568 พบว่า 11 กลุ่มสินค้าหลักที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากมาตรา 301 มีมูลค่าส่งออกรวมประมาณ 58,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐ

เมื่อประเมินเฉพาะช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2569 (สิงหาคม-ธันวาคม) คาดว่าจะมีสินค้าที่อยู่ในความเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 829,742 ล้านบาท คิดเป็น 81.11% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐในช่วงเวลาดังกล่าว

หากรวมสินค้าทุกประเภทที่ไทยจะส่งออกไปสหรัฐในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี จะมีมูลค่าประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.023 ล้านล้านบาท ซึ่งล้วนเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐ

ในจำนวนนี้ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ ได้รับการประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีมูลค่าส่งออกในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีราว 490,478 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเสี่ยงทั้งหมด

รองลงมา ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ มูลค่าประมาณ 75,565 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยาง 71,641 ล้านบาท เครื่องใช้ไฟฟ้า 45,631 ล้านบาท และอาหารแปรรูป 29,028 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีฐานการผลิตขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

ภาษี 12.5% ฉุดส่งออกไทยไปสหรัฐลดลง 4-6%

รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า แม้มาตรการภาษีจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี แต่ผลกระทบจะสะท้อนผ่านการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่จากผู้นำเข้าสหรัฐ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้นทันที

การประเมินผลกระทบดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากไม่มีมาตรการภาษีใหม่ การส่งออกไทยไปสหรัฐในปี 2569 จะยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 31.6% จากความต้องการสินค้าที่แข็งแกร่งและการเร่งนำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐ ลดลงประมาณ 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้อัตราการเติบโตเหลือเพียง 25.6-27.6% สาเหตุสำคัญมาจากผู้นำเข้าสหรัฐจะต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ทำให้หลายบริษัทมีแนวโน้มกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศคู่แข่งที่เสียภาษีต่ำกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่สามารถผลิตทดแทนกันได้

อีกทั้งมาตรการดังกล่าวยังเพิ่มภาระด้านการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านแรงงาน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของผู้ส่งออกไทย

กระทบส่งออกรวมปี 2569 เหลือโต 6-7%

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มสะเทือนไปถึงภาพรวมการส่งออกของประเทศ

รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่า แม้ในปี 2569 การส่งออกไทยโดยรวมจะยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 8% แต่เมื่อพิจารณาว่าตลาดสหรัฐมีสัดส่วนประมาณ 21% ของการส่งออกไทยทั้งหมด การชะลอตัวของการส่งออกไปสหรัฐย่อมส่งผลต่อภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการคำนวณ หากการส่งออกไปสหรัฐลดลง 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ จะทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยโดยรวมลดลงประมาณ 0.8-1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2569 มีโอกาสขยายตัวเหลือเพียง 6-7% แม้อัตราการเติบโตดังกล่าวยังถือว่าเป็นบวก แต่สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการภาษีของสหรัฐกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี

เร่งตรวจห่วงโซ่อุปทาน-เจรจา USTR ลดภาษี

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รศ.ดร.อัทธ์ เสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนเร่งดำเนินมาตรการรับมือในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีอย่างเร่งด่วน

ข้อแรก ควรจัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าและพิกัดศุลกากรที่ถูกเก็บภาษีและได้รับการยกเว้นให้มีความชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการส่งออกได้อย่างถูกต้อง

ข้อสอง เร่งตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออกใน 11 กลุ่มสินค้าหลัก โดยเฉพาะแหล่งที่มาของวัตถุดิบและชิ้นส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับของสหรัฐ

ข้อสาม จัดทำระบบรับรองแหล่งกำเนิดวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าสหรัฐ

ข้อสี่ เร่งเปิดการหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อผลักดันการทบทวนมาตรการและลดอัตราภาษี 12.5% หากไทยสามารถยกระดับมาตรการด้านแรงงานบังคับให้เป็นไปตามที่สหรัฐกำหนด

และข้อสุดท้าย จัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการรักษาสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในช่วงที่มาตรการภาษียังมีผลบังคับใช้

รศ.ดร.อัทธ์ มองว่า มาตรา 301 ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าไทย แต่เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันทางการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า หากไทยสามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างรวดเร็ว ก็ยังมีโอกาสรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ในระยะยาว แต่หากปรับตัวไม่ทัน ผลกระทบจากภาษี 12.5% อาจขยายวงกว้างกว่าที่ประเมินไว้ในปัจจุบัน และยังต้องจับตาการไต่สวนมาตรา 301 อีกคดีในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการภาษีระลอกใหม่ในอนาคตอีกด้วย