
ผวาภาษีสหรัฐ ไทยเสียเปรียบ 2.5% ผู้ส่งออกหวั่นอาหาร-กุ้ง-ทูน่า ถูกกดราคา
สรท. ชี้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 หลังถูกเก็บ 12.5% สูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย กระทบสินค้าอาหาร กุ้ง ทูน่า เสี่ยงถูกกดราคาส่งออก
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านราคากับคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย 2.5%
- ผู้ส่งออกกังวลว่าส่วนต่างภาษีดังกล่าวจะทำให้คู่ค้าในสหรัฐฯ กดดันให้ลดราคาสินค้าลงเพื่อชดเชยภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น
- สินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มอาหารที่มีกำไรต่ำ เช่น กุ้ง ทูน่า และข้าว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกต่อรองราคา
ภาคส่งออกไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีตามมาตรา 301 ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียน 2.5% โดยเฉพาะสินค้าอาหาร กุ้ง และทูน่า ขณะที่ต้นทุนขนส่งยังเพิ่มจากวิกฤตทะเลแดง แม้ผู้ส่งออกยังคงคาดหวังการส่งออกปีนี้เติบโตได้ 8-10%
เปิดส่วนต่างภาษี ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง 2.5%
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยหลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีตามมาตรา 301 ระบุว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือไทยและเวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 12.5% ขณะที่คู่แข่งโดยตรงเช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย เสียภาษีเพียง 10%
ส่วนต่างที่เกิดขึ้น 2.5% ส่งผลให้สินค้าไทยเสียเปรียบด้านราคาทันที โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกคู่ค้าจากสหรัฐฯ ต่อรองให้ลดราคาสินค้าลงเพื่อชดเชยกับค่าภาษีที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มสินค้าอาหาร-กุ้ง-ทูน่า กระทบหนัก
สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนส่วนต่างที่เกิดขึ้น 2.5% คือ ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ข้าว ทูน่า และกุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วยไม่มากนัก ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่ง กระชับพื้นที่ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตให้ลดลงเพื่อชดเชยส่วนต่างภาษีและรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้
นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีข้อกังวลเรื่องการไต่สวนภาคการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่ยังไม่มีการประกาศผลนั้น คาดว่าผลกระทบจะมีจำกัดเนื่องจากผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สหรัฐฯ ต้องการ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเองจะได้รับการยกเว้น แต่ต้องระมัดระวังในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ มีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกไต่สวนภาษีเพิ่มเติมได้
วิกฤตค่าขนส่งพุ่ง 1 พันดอลลาร์/สัปดาห์
ในส่วนของปัญหาการขนส่งทางเรือ นายธนากรระบุ ว่าไม่ได้กังวลมากนักเนื่องจากกระทบต่อคู่แข่งในโซนเอเชียทั้งโลก ปัจจุบันไทยยังมีทางเลือกในการใช้สายการเดินเรือของจีนเพื่อผ่านเส้นทางทะเลแดงได้บ้าง เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนและอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม สินค้าส่วนใหญ่ยังต้องใช้วิธีเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งทำให้ ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 1-2 สัปดาห์ และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 - 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตู้ ซึ่งภาระต้นทุนนี้สุดท้ายจะตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคต่างประเทศ
เป้าหมายส่งออกปีนี้ลุ้นแตะ 10%
อย่างไรก็ดี สรท. ได้มีการประเมินภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปีจะเติบโตที่ประมาณ 8% และมีโอกาสขยายตัวสูงสุดไม่เกิน 10% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ในช่วง 5-11% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก





