thansettakij
thansettakij
ไทยลุ้นฝ่าวิกฤต เส้นตาย 24 ก.ค. สหรัฐจ่อมาตรา 301 สกัดภาษี 12.5%

ไทยลุ้นฝ่าวิกฤต เส้นตาย 24 ก.ค. สหรัฐจ่อมาตรา 301 สกัดภาษี 12.5%

18 ก.ค. 69 | 10:26 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ค. 69 | 10:28 น.

ปมแรงงานบังคับเขย่าส่งออกไทย สหรัฐเดินหน้ากดดันผ่านมาตรา 301 จับตาโค้งสุดท้ายการเจรจา ก่อนกระทบส่งออกไทยไปสหรัฐถูกเก็บภาษีเพิ่ม เสียเปรียบคู่แข่งขันมากขึ้น

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรา 301 เพื่อเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 12.5% โดยอาจมีผลในวันที่ 24 กรกฎาคม
  • สาเหตุหลักมาจากข้อกังวลเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงและสินค้าที่เกี่ยวข้อง
  • ภาครัฐและเอกชนไทยกำลังเร่งเจรจาและชี้แจงข้อมูลต่อสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นผลกระทบ เนื่องจากอัตราภาษีและกรอบเวลายังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด

สหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคส่งออกไทยอีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพิจารณาใช้มาตรการทางการค้าภายใต้ มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐ ปี 1974 (Section 301 of the Trade Act of 1974) กับสินค้าไทย โดยมีปมแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประมง เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมา

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อภาคเอกชนไทย เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อสินค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่อาหาร เกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีประกาศขั้นสุดท้ายจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% หรือมีผลบังคับใช้ตามกำหนดวันที่ 24 กรกฎาคมตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบางส่วน โดยตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและการเจรจา

ปมแรงงานบังคับเขย่าการค้าไทย-สหรัฐ

มาตรา 301 เป็นเครื่องมือทางการค้าของสหรัฐที่ให้อำนาจรัฐบาลดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้า หากเห็นว่ามีนโยบาย กฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ผ่านมา สหรัฐเคยใช้มาตรการดังกล่าวกับหลายประเทศ เช่น จีน ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายโอนเทคโนโลยี รวมถึงใช้เป็นกลไกกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการค้า

สำหรับกรณีไทย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปัญหาการขาดดุลการค้า แต่ยังเชื่อมโยงกับมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานสินค้า โดยเฉพาะความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการป้องกันแรงงานบังคับ (Forced Labor) ในภาคประมงและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา ไทยเคยถูกจับตามองจากปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในภาคประมง ส่งผลให้ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบกำกับดูแล ทั้งการขึ้นทะเบียนแรงงาน การตรวจสอบเรือประมง ระบบติดตามย้อนกลับสินค้า และมาตรการคุ้มครองแรงงาน แม้ไทยจะมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา แต่สหรัฐยังให้ความสำคัญกับ ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะความสามารถในการพิสูจน์ว่าสินค้าที่เข้าสู่ตลาดสหรัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ

ไม่ใช่แค่ประมง สหรัฐจับตากฎหมายคุมสินค้าจากแรงงานบังคับ

แรงกดดันจากสหรัฐไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากปัญหาแรงงานในภาคประมงเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวทางของสหรัฐในการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับ

สหรัฐมีมาตรการเข้มงวดในการสกัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับผ่านกฎหมายและกลไกของหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสหรัฐต้องสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ประเด็นดังกล่าวทำให้หลายประเทศผู้ส่งออกต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมาตรฐานแรงงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการค้า

สำหรับไทย กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงมากที่สุด หากสหรัฐดำเนินมาตรการจริง คือ กลุ่มสินค้าอาหารทะเล ประมงแปรรูป และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานประมง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงโดยตรงกับข้อกังวลด้านแรงงานบังคับสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศ และแรงงานบังคับในห่วงโซ่วัตถุดิบ และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศมาผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแหล่งที่ใช้แรงงานบังคับ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐ

ขณะที่สินค้าอื่น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ชิ้นส่วน และเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะอยู่ในขอบเขตมาตรการดังกล่าว

ภาษี 12.5% ยังไม่สุดท้าย ไทยเร่งเจรจาสกัดผลกระทบ

ตัวเลขภาษี 12.5% เป็นประเด็นที่ตลาดจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหากเกิดขึ้นจริง จะเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการภายใต้มาตรา 301 เปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าเข้าชี้แจงข้อมูลและเจรจาก่อนที่สหรัฐจะประกาศมาตรการขั้นสุดท้าย ดังนั้น อัตราภาษี รายการสินค้า และช่วงเวลาการบังคับใช้ยังขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของ USTR

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อจัดทำข้อมูลชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐ เป้าหมายสำคัญของไทย คือ การแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับอย่างจริงจัง ทั้งด้านกฎหมาย การตรวจสอบ และการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน

ขณะภาคเอกชนไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งสื่อสารข้อมูลเชิงประจักษ์กับสหรัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจว่าผู้ประกอบการไทยจำนวนมากได้ปรับตัวตามมาตรฐานสากลแล้ว

หากโดนภาษีเพิ่ม ไทยเสี่ยงเสียเปรียบคู่แข่ง ต้องเร่งปรับเกม

ความเสี่ยงจากมาตรา 301 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยไปสหรัฐยังขยายตัวต่อเนื่อง และสหรัฐยังเป็นตลาดหลักของสินค้าไทยหลายรายการ หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ผู้ส่งออกอาจต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น และมีทางเลือกจำกัด ทั้งการลดกำไรเพื่อรักษาตลาด หรือปรับราคาสินค้า ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบคู่แข่งที่ถูกเก็บภาษีต่ำกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย หากไม่ได้รับภาระภาษีในระดับเดียวกัน อาจทำให้ผู้ซื้อในสหรัฐหันไปเลือกแหล่งผลิตอื่น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นของคู่ค้า และศักยภาพในการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีระยะสั้น แต่คือการยกระดับมาตรฐานการผลิตทั้งระบบ โดยภาครัฐต้องเร่งสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า ยกระดับมาตรฐานแรงงาน และช่วยเหลือ SMEs ให้ปรับตัว

ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดเดียว และพัฒนาสินค้าให้แข่งขันด้วยคุณภาพมากกว่าราคา เพราะมาตรา 301 ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การค้าโลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องต้นทุน แต่แข่งขันกันด้วย “มาตรฐาน” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว