thansettakij
thansettakij
กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง ส่งออก-AI พุ่ง แต่ SMEs ยังอ่อนแรง

กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง ส่งออก-AI พุ่ง แต่ SMEs ยังอ่อนแรง

01 ก.ค. 69 | 06:25 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 06:48 น.

กกร. ประเมินสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญการเติบโตแบบ K-Shaped แม้ภาคส่งออกและลงทุน AI-Data Center ขยายตัวแรง ขณะที่ SMEs กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรง

KEY

POINTS

  • กกร. ชี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยมีภาคส่งออกและการลงทุนด้าน AI และ Data Center เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
  • ผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือนยังคงอ่อนแอ มีกำลังซื้อต่ำ และไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ
  • การเติบโตของภาคส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไม่ได้ส่งผลดีต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในภาพรวมเท่าในอดีต
  • เสนอให้เร่งปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงาน

วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569)นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถานบัน (กกร.) ประจำเดือนกรฎาคม เปิดเผยว่า หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ความกังวลของผลกระทบต่อภาคการผลิตลดลง ระดับราคาพลังงานปรับลงโดยราคาน้ำมัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 ลดลง จาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก่อนการหยุดยิง มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เช่นเดียวกับราคา commodity หลายรายการที่ผ่านจุดสูงสุดจากช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตามความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญและคลังน้ำมันสำรองของ OECD ที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาไม่ลงไปกว่าระดับปัจจุบันมากนัก ในระยะข้างหน้าจึงยังต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีแนวทางในการปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อบริหารจัดการ Stock น้ำมันที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นต้นทุนราคาพลังงานของประเทศได้

ทั้งนี้ การลงทุนด้าน AI และ Data center เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณ GDP เป็น 2.3%

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง โดยการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ SMEs และคนตัวเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผลิตภาพแรงงานในประเทศให้ดียิ่งขึ้น สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการใช้ Thailand Content & Regional Value Content (RVC) ท่ามกลางการก้าวสู่สังคมสูงวัยซึ่งจะยิ่งกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต

ทั้งนี้ กกร. สนับสนุนการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าผลการประเมินของ IMD ล่าสุด ปี 2026 ไทยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า แต่ยังมีหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข

ขณะที่คู่เทียบในประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามมาติด ๆ ท่ามกลางความคาดหวังของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อการ Structural reform ของไทยในระยะถัดไป อาทิ การมีมาตรฐานและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล connect the dots อาทิ ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อช่วยในการออกแบบและวัดผลนโยบายได้อย่างตรงจุด และลดต้นทุนแฝงของระบบ

โดย กกร. จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ สอดคล้องกับ Flagship Report ของ World Bank ที่มีเป้าหมายในการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทางของ Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่อย่างแข็งแกร่งต่อไป

นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร.ร่วมกับ World Bank ภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต