
เวียดนามเปิดเกมรุกการค้าโลก ดัน FTA ยุคใหม่บุกตลาด ตะวันออกกลาง–เอเชียใต้
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์เกมการค้า เวียดนามเปิดเกมรุกการค้าโลก ดัน FTA ยุคใหม่บุกตลาด ตะวันออกกลาง–เอเชียใต้ แนะโอกาสผู้ประกอบการไทยหาโอกาสร่วมมือกันตกขบวน
KEY
POINTS
- เวียดนามใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ยุคใหม่เป็นกลยุทธ์หลักในการขยายตลาดส่งออกสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้
- ข้อตกลงสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนคือ FTA กับอิสราเอล (VIFTA) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA) เพื่อเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดขนาดใหญ่
- สินค้าเป้าหมายหลักคือกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการนำเข้าที่สูงของภูมิภาคดังกล่าว
- กลยุทธ์นี้จะเพิ่มแรงกดดันทางการแข่งขันต่อผู้ส่งออกไทยในตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้ โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูลการค้า หลัง เวียดนาม เร่งขยายตลาดส่งออกสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ยุคใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอว่า ผู้ประกอบการของไทยควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าและกฎระเบียบภายใต้ FTA ฉบับใหม่ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้สำนักงานวิเคราะห์ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น การกระจายตลาดส่งออกและการลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของหลายประเทศ
รวมถึงเวียดนามที่เร่งแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นของภาคการค้า ในบริบทดังกล่าว ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีขนาดประชากรจำนวนมาก กำลังซื้อที่ขยายตัวต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับความต้องการนำเข้าสินค้าในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเปิดโอกาสให้เวียดนามสามารถเพิ่มความหลากหลายของตลาดและคู่ค้า พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของตนในระบบการค้าโลก
กรอบความร่วมมือของเวียดนาม
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการขยายตัวของการค้าในภูมิภาคดังกล่าว คือ ความก้าวหน้าด้านกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ยุคใหม่ โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–อิสราเอล (VIFTA) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569
รวมทั้งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของเวียดนามกับประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (Gulf Region) และถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานเชิงสถาบันเพื่อเชื่อมโยง เศรษฐกิจเวียดนาม เข้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำคัญของ CEPA มิได้จำกัดอยู่เพียงการลดหรือยกเลิกอัตราภาษีนำเข้าเท่านั้น หากยังมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ระดับโลกที่เชื่อมโยงตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้เข้าด้วยกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถเข้าถึงตลาดที่มีประชากรมากกว่า 400 ล้านคน และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันมากกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน การเตรียมเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและอินเดีย (AITIGA) จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะยาว
ศักยภาพของตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยประเทศสมาชิก GCC ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรประมาณร้อยละ 80–90 ของความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ
ส่งผลให้สินค้าเกษตรและอาหารของเวียดนาม อาทิ ข้าว อาหารทะเล กาแฟ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักผลไม้ และอาหารแปรรูป มีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก ขณะที่เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก กำลังเผชิญการขยายตัวของชนชั้นกลางและกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อความต้องการสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ส่งออกเวียดนาม
เคล็ดลับนำไปสู่ผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากการบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นในการเข้าสู่ตลาด ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เป็นคำสั่งซื้อและส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับศักยภาพของภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิค ข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ
รวมไปถึงความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และข้อกำหนดด้านการรับรองฮาลาล (Halal Certification) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเข้าถึงตลาดมุสลิมในภูมิภาค
ดังนั้น FTA ยุคใหม่จึงมิใช่เพียงกลไกลดภาระภาษี แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจยกระดับกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างจริงจัง
เวียดนามได้เปรียบหลายอุตสาหกรรม
ในเชิงผลลัพธ์ เวียดนามมีความได้เปรียบในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคเครื่องเทศที่ปัจจุบันครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของการนำเข้าพริกไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และร้อยละ 40 ในเอเชียใต้ ขณะที่อบเชยมีส่วนแบ่งตลาดในเอเชียใต้สูงถึงร้อยละ 90 สะท้อนถึงศักยภาพของเวียดนามในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องเทศรายสำคัญของโลก
อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบด้านปริมาณการผลิตยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและการจำหน่ายผ่านผู้นำเข้าคนกลาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น โอกาสที่เกิดขึ้นจาก FTA ยุคใหม่จะสามารถนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจเวียดนามปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการส่งออกเชิงปริมาณในระยะสั้นไปสู่การพัฒนาตลาดระยะยาว ผ่านการลงทุนด้านมาตรฐาน คุณภาพ การสร้างตราสินค้า การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับสถานะของเวียดนามในห่วงโซ่การค้าโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้ในอนาคต
ข้อเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย
ส่วน ข้อเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย เสนอว่า การเร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ของเวียดนามไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA) และความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–อิสราเอล (VIFTA) จะส่งผลให้ผู้ประกอบการเวียดนามมีความได้เปรียบด้านการเข้าถึงตลาดและสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องเทศ
ทั้งนี้อาจเพิ่มแรงกดดันทางการแข่งขันต่อผู้ประกอบการไทยในตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้ รวมถึงในตลาดเวียดนามเอง โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างการผลิตและกลุ่มผู้บริโภคใกล้เคียงกัน เช่น ข้าว อาหารทะเล อาหารแปรรูป เครื่องเทศ และผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตหรือเครือข่ายธุรกิจในเวียดนาม สามารถใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าของเวียดนามในฐานะประตูเชื่อมโยงสู่ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ผ่านการลงทุน การร่วมทุน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังตลาดที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก FTA
ขณะเดียวกัน การเร่งพัฒนาระบบนิเวศฮาลาลของเวียดนามยังสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจด้านการรับรองมาตรฐานฮาลาล การแปรรูปอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมุสลิมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าและกฎระเบียบภายใต้ FTA ฉบับใหม่ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ การบริหารจัดการถิ่นกำเนิดสินค้า และการรับรองมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานฮาลาลและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร ตลอดจนพัฒนาแบรนด์และเพิ่มมูลค่าสินค้า
ทั้งนี้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุปสงค์ใหม่ของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว







