
เวียดนามจ่อแซงไทย IMD 2026 เผยช่องว่างเหลือแค่ 0.5 คะแนน
IMD 2026 จัดไทยอันดับ 26 เฉือนเวียดนามอันดับ 27 เพียง 0.5 คะแนน เจาะลึกรายด้าน ไทยแกร่งเศรษฐกิจ-ภาษี-การจ้างงาน เวียดนามนำภาคธุรกิจและโตแรง 8% พร้อมจุดอ่อนที่ไทยต้องเร่งแก้
KEY
POINTS
- ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลก IMD 2026 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 26 ด้วยคะแนน 71.1 เฉือนชนะเวียดนามซึ่งอยู่อันดับ 27 ไปเพียง 0.5 คะแนน
- ไทยมีจุดแข็งด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (อันดับ 8 ของโลก) และการลงทุนระหว่างประเทศ ในขณะที่เวียดนามโดดเด่นด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและภาครัฐ
- ทั้งสองประเทศมีจุดอ่อนร่วมกันในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ได้คะแนนต่ำที่สุด
- ช่องว่างขีดความสามารถในการแข่งขันแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าและกำลังไล่ตามไทยอย่างรวดเร็ว
สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) เผยแพร่ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลกประจำปี 2026 (IMD World Competitiveness Ranking) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ครอบคลุม 70 เขตเศรษฐกิจ โดยปีนี้การแข่งขันระหว่าง "ไทย" กับ "เวียดนาม" สูสีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ไทยรั้งอันดับ 26 ของโลกด้วยคะแนนรวม 71.1 เฉือนเวียดนามที่ตามมาติดๆ ในอันดับ 27 ด้วยคะแนน 70.6 หรือห่างกันเพียง 0.5 คะแนนเท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าช่องว่างความสามารถในการแข่งขันระหว่างสองประเทศกำลังแคบลงเรื่อยๆ ขณะที่ไทยขยับขึ้นจากอันดับ 30 ในปี 2025 มาอยู่ที่ 26 ในปีนี้ (เคยทำได้ดีที่สุดที่อันดับ 25 ในปี 2024) เวียดนามยืนอยู่ที่อันดับ 27 ซึ่งเป็นจุดที่ไล่ขึ้นมาประชิดไทยมากที่สุดในรอบหลายปี
ภาพรวม 4 ปัจจัยหลัก ไทยแกร่งเศรษฐกิจ เวียดนามนำธุรกิจและภาครัฐ
เมื่อแยกตาม 4 เสาหลักของการจัดอันดับ จะเห็นบุคลิกของสองเศรษฐกิจที่แตกต่างกันชัดเจน ไทยได้แต้มต่อจากด้าน "สมรรถนะทางเศรษฐกิจ" (Economic Performance) ซึ่งทำคะแนนได้ 70.4 ครองอันดับ 8 ของโลก เหนือกว่าเวียดนามที่ได้ 63.4 อันดับ 9
ส่วนเวียดนามแซงหน้าไทยในด้าน "ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ" (Business Efficiency) ด้วยคะแนน 70.6 เทียบกับไทยที่ 67.3 และด้าน "ประสิทธิภาพภาครัฐ" (Government Efficiency) ที่เวียดนามทำได้ 60.9 มากกว่าไทยซึ่งได้ 58.8
จุดที่น่าสนใจคือด้าน "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) กลายเป็นจุดอ่อนร่วมของทั้งสองประเทศ โดยไทยได้ 45.4 และเวียดนามได้ 45.2 ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดา 4 เสาหลักของทั้งคู่ สะท้อนว่าทั้งไทยและเวียดนามยังมีงานหนักรออยู่ในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา
เจาะลึกจุดแข็งฝั่งไทย
เมื่อลงลึกถึง 20 ด้านย่อย ไทยทิ้งห่างเวียดนามชัดเจนที่สุดในด้าน "การลงทุนระหว่างประเทศ" โดยไทยอยู่อันดับ 24 ของโลก ขณะที่เวียดนามรั้งท้ายถึงอันดับ 53 (คะแนน 52.6 เทียบกับ 40.7) สะท้อนฐานทุนต่างชาติที่ไทยสั่งสมมายาวนาน โดยมีสต็อกเงินลงทุนทางตรงขาเข้าสูงถึง 336.5 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าเวียดนามที่ 249.1 พันล้านดอลลาร์
ไทยยังเหนือกว่าในด้านการจ้างงานที่ทำได้ดีเป็นอันดับ 4 ของโลก (คะแนน 66.4) เทียบกับเวียดนามอันดับ 11 (62.2) ด้านนโยบายภาษีไทยอยู่อันดับ 7 (66.8) ทิ้งห่างเวียดนามอันดับ 24 (53.9) อย่างชัดเจน
ด้านระดับราคาไทยอยู่อันดับ 12 ของโลก เหนือกว่าเวียดนามที่อันดับ 34 และด้านการเงินไทยอยู่อันดับ 31 (55.3) นำเวียดนามอันดับ 41 (48.3)
นอกจากนี้ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ไทยยังนำหน้าเล็กน้อยทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน (อันดับ 20 เทียบ 29) และโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (อันดับ 37 เทียบ 43)
เจาะลึกจุดแข็งฝั่งเวียดนาม
ฝั่งเวียดนามโดดเด่นที่สุดในด้าน "เศรษฐกิจในประเทศ" โดยอยู่อันดับ 16 ของโลก ทิ้งห่างไทยที่รั้งอันดับ 38 (คะแนน 56.0 เทียบกับ 49.4) อานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง
อีกด้านที่เวียดนามเหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญคือ "ทัศนคติและค่านิยม" ซึ่งอยู่อันดับ 13 ของโลก (68.4) เทียบกับไทยอันดับ 25 (58.3) สะท้อนความกระตือรือร้นและการเปิดรับของภาคธุรกิจและสังคมเวียดนามที่เหนือกว่าไทยชัดเจน
เวียดนามยังนำในด้านกฎหมายธุรกิจ (อันดับ 23 เทียบไทยอันดับ 40) แนวปฏิบัติด้านการจัดการ (อันดับ 17 เทียบ 24) การคลังภาครัฐ (อันดับ 17 เทียบ 29)
ตลาดแรงงาน (อันดับ 7 เทียบ 10) โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (อันดับ 32 เทียบ 39) และที่สำคัญคือด้านการศึกษา ซึ่งเวียดนามอยู่อันดับ 46 (46.0) นำหน้าไทยที่อันดับ 52 (38.4) ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศทั้งคู่แข็งแกร่งใกล้เคียงกัน โดยเวียดนามอยู่อันดับ 6 และไทยอันดับ 9
พื้นฐานเศรษฐกิจไทยรวยกว่า แต่เวียดนามโตเร็วกว่า
ภาพมหภาคสะท้อนคนละโมเดลการพัฒนาอย่างชัดเจน ภาพที่ตัดกันมากที่สุดคือเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงสูงถึง 8.0% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ไทยโตเพียง 2.4% อยู่อันดับ 34 แต่ในเชิงความมั่งคั่งต่อหัว ไทยยังนำด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศแบบความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (GDP PPP) ต่อหัวที่ 26,260 ดอลลาร์ มากกว่าเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 17,971 ดอลลาร์ราว 46%
ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจโดยรวม ไทยมี GDP 577 พันล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าเวียดนามที่ 494 พันล้านดอลลาร์ราว 17% ทั้งที่ไทยมีประชากรน้อยกว่าเวียดนามถึงราว 30% (71.62 ล้านคน เทียบเวียดนาม 102.30 ล้านคน)
ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อติดลบ -0.13% ของไทย แม้จะทำให้ไทยได้คะแนนด้านระดับราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งสอดคล้องกับอันดับด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ไทยรั้งท้ายเวียดนามอยู่มาก (38 เทียบ 16)
ส่วนเวียดนามมีเงินเฟ้อ 3.31% อยู่อันดับ 45 ด้านการจ้างงาน ไทยมีอัตราว่างงานต่ำเพียง 0.87% (อันดับ 2 ของโลก) ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 2.20% (อันดับ 6)
ในทางกลับกัน เวียดนามดึงเงินลงทุนใหม่ได้คึกคักกว่า โดยเงินลงทุนทางตรงไหลเข้าคิดเป็น 4.23% ของ GDP อยู่อันดับ 12 ของโลก สูงกว่าไทยที่ 2.00% (อันดับ 32) ถึงเท่าตัว สะท้อนว่าแม้ฐานทุนสะสมของไทยจะใหญ่กว่า แต่กระแสเงินลงทุนใหม่กำลังไหลเข้าเวียดนามในจังหวะที่เร็วกว่า สอดคล้องกับดุลบัญชีเดินสะพัดของเวียดนามที่เกินดุลถึง 6.71% ของ GDP (อันดับ 14) เทียบกับไทยที่ 3.07% (อันดับ 26)
ความท้าทายปี 2026 คนละโจทย์ บนเส้นทางเดียวกัน
สำหรับไทย ซึ่งข้อมูลจัดทำโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ระบุโจทย์สำคัญไว้ 5 ข้อ ได้แก่ การวางมาตรการรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่มูลค่า การเพิ่มการลงทุนใหม่ (Greenfield FDI) โดยเน้นการผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดช่องว่างทักษะและเพิ่มผลิตภาพ และการปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจเพื่อรับมือความท้าทายยุคใหม่
ส่วนเวียดนาม ซึ่งข้อมูลจัดทำโดยสถาบันยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม (Vietnam Institute of Science and Technology Strategy) มองว่าความท้าทายหลักอยู่ที่การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงซึ่งทำให้เปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอก ผลิตภาพ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และขีดความสามารถด้านนวัตกรรมที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ ความต้องการที่พุ่งสูงจนกดดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่าน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่กระทบการเติบโตและคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาทุนมนุษย์และทักษะที่ยังต้องยกระดับให้รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
เส้นชัยที่บางลงทุกปี
หากอ่านตัวเลขในภาพรวม ไทยยังเก็บแต้มจากความได้เปรียบที่สั่งสมมา ทั้งเสถียรภาพมหภาค ฐานการลงทุนต่างชาติที่ใหญ่ ตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานต่ำ และโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่แข็งแรงกว่า ทำให้ยังรักษาอันดับนำหน้าเวียดนามได้ในปีนี้
แต่สัญญาณเตือนชัดเจนว่าเวียดนามกำลังไล่บี้ด้วยพลังของการเติบโต เศรษฐกิจที่ขยายตัว 8% ภาคธุรกิจที่คล่องตัว ทัศนคติเชิงบวกของผู้ประกอบการ และการปฏิรูปภาครัฐที่เดินหน้าเร็วกว่า ทำให้ปัจจัยด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจและประสิทธิภาพภาครัฐของเวียดนามแซงไทยไปแล้ว
ที่น่ากังวลสำหรับไทยคือจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ฉุดทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ไทยอยู่อันดับ 56 และด้านการศึกษาที่ไทยอยู่อันดับ 52 ตามหลังเวียดนามที่อันดับ 46 ซึ่งทั้งสองด้านนี้คือรากฐานของการยกระดับผลิตภาพในระยะยาว หากไทยไม่เร่งแก้ ความได้เปรียบ 0.5 คะแนนในปีนี้อาจกลายเป็นการสลับตำแหน่งในปีถัดไป
โจทย์ร่วมของทั้งสองประเทศจึงชัดเจน นั่นคือการเปลี่ยนจากการแข่งด้วยต้นทุนต่ำ ไปสู่การแข่งด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม และทุนมนุษย์ ใครเปลี่ยนผ่านได้เร็วกว่า ผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะในสนามขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในทศวรรษหน้า
ที่มา: IMD World Competitiveness Yearbook 2026, IMD World Competitiveness Center (เผยแพร่มิถุนายน 2569)





