
เปิดโรดแมปไทย-เวียดนาม 5 ปี เชื่อมห่วงโซ่อุปทาน-ลงทุนสีเขียว
นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม ชี้การเยือนไทยของ “โต เลิม” เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ จากกรอบความร่วมมือสู่แผนปฏิบัติการจริง เร่งเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล
KEY
POINTS
- ไทยและเวียดนามเห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วม 5 ปี (2569-2574) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- มุ่งเน้นความร่วมมือและการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต
การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ไม่เพียงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม แต่ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงของทั้งสองประเทศในระยะยาว
นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และประธานกิตติมศักดิ์สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และเป็นการต่อยอดหลังจากทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership : CSP) เมื่อปี 2568
จากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่แผนปฏิบัติการ 5 ปี
สาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากการประกาศเจตนารมณ์เชิงนโยบาย ไปสู่การกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปี 2026-2031 เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์จริงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายสนั่นกล่าวว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นอีกประเด็นที่ได้รับการยกระดับอย่างชัดเจน โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงทางทะเล ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน
ดันการค้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เชื่อมห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม มิติทางเศรษฐกิจถือเป็นผลลัพธ์ที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจมากที่สุด เนื่องจากไทยยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน โดยในปี 2568 การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่ากว่า 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2570 ขณะที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 8,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตที่ยังมีอยู่อีกมาก
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งด้านโลจิสติกส์ การลงทุนข้ามพรมแดน อุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว
สำหรับภาคการลงทุน ไทยยังคงรักษาสถานะเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายสำคัญของเวียดนาม โดยปัจจุบันไทยเป็นนักลงทุนอันดับ 8 ในเวียดนาม มีโครงการลงทุนสะสม 797 โครงการ คิดเป็นมูลค่าทุนจดทะเบียนประมาณ 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเยือนครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยหลายรายได้เข้าพบหารือกับผู้นำเวียดนามโดยตรง ซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและสร้างความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากกว่า 17 ฉบับ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น
เปิดเกมอนาคต ไทย-เวียดนามสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล
สำหรับทิศทางความร่วมมือในระยะ 5 ปีข้างหน้าจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย Sustainable Peace ที่เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม ข่าวกรอง และความปลอดภัยทางไซเบอร์, Sustainable Growth ที่มุ่งส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และ Sustainable Future ที่ให้ความสำคัญกับ AI การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นวัตกรรม เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจคือ เวียดนามมองไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจ มากกว่าคู่แข่ง โดยยึดแนวคิด Complementary Economy หรือเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน ไทยมีจุดแข็งด้านโลจิสติกส์ อาหาร ค้าปลีก และวัสดุอุตสาหกรรม ขณะที่เวียดนามมีศักยภาพด้านการผลิต แรงงาน และฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมโยงศักยภาพเข้าด้วยกัน เพื่อแข่งขันกับกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก แทนที่จะแข่งขันกันเองในภูมิภาค
อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดันความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผ่านโครงการ East-West Economic Corridor และ Southern Economic Corridor รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ด่านชายแดน และการอำนวยความสะดวกด้านการผ่านแดนสินค้า ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยและเวียดนามให้กลายเป็นแกนเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคในอนาคต
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ประกอบด้วย เกษตรและอาหาร การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป เกษตรอัจฉริยะที่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปิโตรเคมี วัสดุอุตสาหกรรม เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตร รวมถึงพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว
“การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี แต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับทั้งไทยและเวียดนามในทศวรรษข้างหน้า” นายสนั่นกล่าว







