
เวียดนามเร่งสปีด โกย FDI ทะลุ 1.8 หมื่นล้านดอลล์ ลุยฐานผลิตไฮเทคโลก
เวียดนามส่งออกโตแรง รับเม็ดเงิน FDI ทะลัก 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 4 เดือนแรก แม้ขาดดุลการค้าสะสม 7.6 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการเร่งสร้างฐานผลิตไฮเทค ขณะที่ไทยยังรักษาสถานะคู่ค้าอันดับ 6
KEY
POINTS
- เวียดนามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ได้สูงถึง 18,728 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นกว่า 35%
- โครงสร้างเศรษฐกิจมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าไฮเทค โดยมีสินค้าส่งออกและนำเข้าอันดับ 1 คือกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนไฮเทคเพื่อการผลิต ส่งผลให้เวียดนามเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสะสม 7,647 ล้านดอลลาร์
เวียดนามเดินหน้าสู่ศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีของเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ หลังเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 พุ่งกว่า 35% แตะ 18,728 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
ส่งผลให้ประเทศเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสะสม 7,647 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคที่ทวีความเข้มข้นขึ้น โดยไทยยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของเวียดนาม แต่ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างใกล้ชิด
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์) รายงานสถานการณ์การค้าและการลงทุนล่าสุดประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเต็มตัว
ขณะที่การส่งออก เวียดนามกลับต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศในปริมาณมหาศาลเพื่อนำมาประกอบและส่งออก
ทั้งนี้ ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แม้ตัวเลขรายเดือนจะมีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด แต่ภาพรวมการดึงดูดเม็ดเงินทุนสะสมและทุนใหม่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยมี สิงคโปร์ และ เกาหลีใต้ ที่เข้ามาลงทุนและสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ
สำหรับประเทศไทย ตัวเลขการค้าระหว่างเวียดนาม-ไทย สะท้อนภาพความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เหนียวแน่น โดยไทยยังคงรักษาสถานะคู่ค้าอันดับต้นๆ ของเวียดนามได้อย่างมั่นคง
ส่งออกแกร่ง นำเข้าทะลักขาดดุล
ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน 2569 มูลค่าการค้ารวม ของเวียดนามทะยานขึ้นไปแตะที่ 95,965 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และหากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดถึง 28.9%
อย่างไรก็ตาม แต่หากดูตัวเลขการค้าจะพบประเด็นที่น่ากังวลด้านเสถียรภาพดุลการค้า โดยมูลค่าการส่งออก อยู่ที่ 45,986 ล้านดอลลาร์ แม้จะหดตัวลงเล็กน้อย 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 แต่ยังคงขยายตัวได้ดีถึง 22.2% เมื่อเทียบกับเมษายน 2568
ขณะที่มูลค่าการนำเข้า พุ่งสูงถึง 49,979 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.9% จากเดือนก่อนหน้า และเติบโตถึง 35.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งการที่ยอดการนำเติบโตแซงหน้าการส่งออก ส่งผลให้ในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว เวียดนาม ขาดดุลการค้ามูลค่า 3,993 ล้านดอลลาร์
สินค้าส่งออก-นำเข้ามีอะไรบ้าง
สำหรับโครงสร้างสินค้าของเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาสิ่งทอหรือเกษตรกรรมเป็นหลักอีกต่อไป แต่กลายเป็นศูนย์กลางสินค้าไฮเทคระดับโลกไปแล้ว โดย 5 อันดับสินค้าส่งออกสูงสุด (ช่วง 4 เดือนแรก) 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ มูลค่า 42,761 ล้านดอลลาร์ เติบโตแรงที่สุดถึง 46.1%
2. โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 21,283 ล้านดอลลาร์ เติบโต 19.6% 3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบมูลค่า 20,927 ล้านดอลลาร์ เติบโต 22.4%
4. สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มูลค่า 11,932 ล้านดอลลาร์ ขยับขึ้นเล็กน้อย 1.3% 5.รองเท้า มูลค่า 7,632 ล้านดอลลาร์ เติบโต 0.3%
สำหรับ 5 อันดับสินค้านำเข้าสูงสุด (ช่วง 4 เดือนแรก) ได้แก่ 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ มูลค่าสูงถึง 66,341 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้น 54.8% 2.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่า 21,391 ล้านดอลลาร์ เติบโต 21.8%
3. ผ้าผืน มูลค่า 4,853 ล้านดอลลาร์ หดตัวเล็กน้อย 0.3% 4. กลุ่มแร่โลหะพื้นฐานอื่นๆ มูลค่า 4,582 ล้านดอลลาร์ เติบโต 29% 5.เม็ดพลาสติก มูลค่า 4,365 ล้านดอลลาร์ เติบโต 6.5%
สมรภูมิคู่ค้า สหรัฐฯ–จีน
ทิศทางการค้าต่างประเทศของเวียดนามแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ "เหยียบเรือสองแคม" ทางเศรษฐกิจอย่างชาญฉลาด โดยแบ่งบทบาทคู่ค้าอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ คือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ในช่วง 4 เดือนแรก เวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 54,037 ล้านดอลลาร์ เติบโต 24.6% สินค้าหลักคือ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอ
ขณะที่ จีน คือผู้ขายรายใหญ่ที่สุด และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในภาพรวม โดยมีมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 93,285 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 31% ยอดการนำเข้าจากจีนพุ่งกระฉูดถึง 70,262 ล้านดอลลาร์ เติบโต 32.3%
ทั้งนี้คู่ค้าสำคัญอันดับอื่นๆ ได้แก่ เกาหลีใต้ การค้ารวม 37,072 ล้านดอลลาร์ โต 34.3% ญี่ปุ่น การค้ารวม 18,507 ล้านดอลลาร์ และ ไต้หวัน การค้ารวม 16,360 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ ประเทศไทยรั้งตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 6 ของเวียดนามได้อย่างเหนียวแน่น
ส่องโอกาสของทุนไทย
ประเทศไทยถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจเวียดนาม โดยสถิติในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 บ่งชี้ว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างเวียดนามและไทยอยู่ที่ 8,595 ล้านเหรียญดอลลาร์ เติบโตขึ้น 23.9% คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของเวียดนาม
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดุลการค้าระหว่างกัน พบว่า ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า โดยเวียดนามส่งออกไปไทยมูลค่า 3,759 ล้านดอลลาร์ โต 37.9% แต่นำเข้าจากไทยสูงถึง 4,835 ล้านดอลลาร์ โต 14.9% ทำให้เวียดนามขาดดุลการค้าให้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่า 1,076 ล้านดอลลาร์
สำหรับสินค้าที่เวียดนามส่งมาไทยสูงสุด อันดับ 1 คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ตามมาด้วย น้ำมันดิบ และเครื่องจักรกล ส่วนสินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากไทยสูงสุดอันดับ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ตามทาด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเครื่องจักรกล
เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าจุดไหน?
นอกจากตัวเลขการค้าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI คือหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนให้ GDP ของเวียดนามเติบโตอย่างมั่นคง โดย FDI เดือนเมษายน 2569 การชะลอตัวระยะสั้นในเดือนเมษายน 2569 มีต่างประเทศเข้ามาลงทุนในเวียดนามรวมมูลค่า 3,527 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขนี้จะลดลง 61.5%
เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 แต่หากดูโครงสร้างจะพบว่ายังมีการขยายตัวในส่วนของ โครงการที่เพิ่มมูลค่าการลงทุนซึ่งมีจำนวน 71 โครงการ มูลค่ารวม 873 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 182.6% ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนรายเดิมที่อยู่ในเวียดนามยังคงมีความเชื่อมั่นสูงและเลือกที่จะขยายโรงงานเพิ่ม
ขณะที่สถิติสะสม 4 เดือนแรก โต 35.5% ภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามดึงดูด FDI เข้าประเทศได้สูงถึง 18,728 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอุตสาหกรรมยอดฮิต คืออุตสาหกรรมการผลิตและการประมง ครองแชมป์แบบทิ้งห่างที่มูลค่า 11,010 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า/สาธารณูปโภค มูลค่า 2,405 ล้านดอลบาร์ และภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก มูลค่า 2,056 ล้านดอลลาร์ ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ดึงดูดทุนได้ 1,303 ล้านดอลลาร์






