thansettakij
thansettakij
ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

13 มิ.ย. 69 | 08:23 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 69 | 08:23 น.

ธนาคารโลก-จุฬาฯ ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่โจทย์ใช้น้ำและไฟฟ้าปริมาณมหาศาล แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเม็ดเงินลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท จะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและผลประโยชน์คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ประเทศใช้ไปหรือไม่

KEY

POINTS

  • ธนาคารโลกตั้งคำถามถึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาทในไทย ว่าคุ้มค่ากับการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าจำนวนมหาศาลหรือไม่
  • ประเด็นสำคัญไม่ใช่ปริมาณการใช้ทรัพยากร แต่คือการประเมินว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับจากการลงทุนนั้นคุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไป และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มศักยภาพเพียงใด
  • มีข้อเสนอแนะให้บริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Recycled Water) และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความสมดุลและให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้าสู่ประเทศไทยมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 ถึงไตรมาสแรกปี 2569) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จุดคำถามสำคัญถึงความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำและพลังงานของประเทศ รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับจากการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว

1.7 ล้านล้านบาท คุ้มค่าทรัพยากรหรือไม่

นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก เนื่องจากศูนย์ข้อมูลต้องใช้ทั้งน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก(สำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบสำรองไฟ และระบบทำความเย็น) ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่ควรแยกมิติการบริหารจัดการน้ำออกจากการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องมองทั้งสองด้านควบคู่กันไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำส่วนเกิน หากสามารถบริหารจัดการและกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้

“หากจะคิดแยก การบริหารจัดการน้ำก็มองไปทางหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มองไปอีกทางหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด” นายขวัญพัฒน์ กล่าว

ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากนี้ยังมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำหรือไฟฟ้าปริมาณมากเท่าใด แต่คือการประเมินว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับมีความคุ้มค่ากับต้นทุนทรัพยากรหรือไม่ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถดึงประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาธุรกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่อง “มูลค่าของน้ำ” ซึ่งไทยยังไม่มีการกำหนดต้นทุนที่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมาโดยเฉพาะภาคเกษตรจะใช้น้ำโดยแทบไม่มีการคิดต้นทุน แต่เมื่อเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ทรัพยากรในปริมาณสูง คำถามเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมากขึ้น

ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

สำหรับข้อถกเถียงเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปนั้น นายขวัญพัฒน์ระบุว่า ต้องพิจารณาควบคู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น หากการลงทุนดังกล่าวสามารถช่วยขยายขนาด Digital Economy สร้างการจ้างงาน และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่อง ไปยังภาคธุรกิจอื่นได้ ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร

“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจวงกว้าง ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น”

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเร่งขยายเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตมากขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กระจายไปยังภาคการผลิต การบริการ และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันไทยยังไม่สามารถนำผลประโยชน์ต่อเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มาคำนวณในสมการเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการกำหนดต้นทุนด้านพลังงานและทรัพยากรจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

เร่งใช้น้ำหมุนเวียน-หนุนพลังงานสีเขียว

ด้าน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วจากการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงความพร้อมด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำของประเทศ โจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะรับการลงทุนหรือไม่ แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความสมดุล และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว

สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก ดังนั้นแนวทางสำคัญคือการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ หรือ Recycled Water เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจืดที่ประชาชนและภาคส่วนอื่นจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนไหลผ่านจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญคือการกักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่

“การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือระบบกักเก็บน้ำ ไม่ควรเป็นเพียงการเก็บน้ำไว้ใช้เท่านั้น แต่ต้องถูกออกแบบให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”

สำหรับข้อเสนอเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าหรือค่าทรัพยากรเพิ่มเติมจากดาต้าเซ็นเตอร์ รศ.ดร.วิทยา มองว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องหารือร่วมกันบนหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้ไทยจะมีความพร้อมด้านกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลายประเภท แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านพลังงานสะอาด หรือ Green Energy ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบนิเวศของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลไปพร้อมกัน