
‘Data Center’ แห่ลงทุนไทย จุฬาฯ เตือนใช้น้ำมหาศาล ต้องไม่กระทบประชาชน
จุฬาฯ ชี้ Data Center ใช้น้ำสูง ไทยต้องเร่งหาจุดสมดุล ลงทุน-ทรัพยากรน้ำ เตือน เตือนบริหารไม่ดีเสี่ยงกระทบภาคประชาชน ผุด Thai Water Expo 2026 เปิดเวทีโลก ถกอนาคตน้ำไทย
KEY
POINTS
- จุฬาฯ ชี้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเข้ามาลงทุนในไทยมีการใช้น้ำในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายด้านการบริหารจัดการทรัพยากร
- เสนอให้ใช้เทคโนโลยีน้ำหมุนเวียน โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแหล่งน้ำจืดที่ประชาชนต้องใช้
- เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันหาจุดสมดุลในการใช้น้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนและสร้างความยั่งยืนโดยไม่สร้างผลกระทบต่อคนในประเทศ
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยกับการการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า ลำดับแรกต้องนยอทรับก่อนว่าดาต้า เซ็นเตอร์เข้ามาในไทยเรียบร้อย จากการลงทุนและการส่งเสริมของรัฐบาล อีกทั้งส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมในด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำ
อย่างไรก็ตาม Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โจทย์สำคัญคือการหาจุดสมดุลเพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนดังกล่าว
ใช้เทคโนโลยีน้ำหมุนเวียน
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนนั้น มองว่าจะต้องมีการใช้เทคโนโลยีน้ำหมุนเวียน โดยควรพิจารณานำน้ำที่ผ่านการใช้งานหรือบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ (Recycled Water) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และที่สำคัญคือไม่ไปรบกวนแหล่งน้ำจืด (Fresh Water) ที่ประชาชนภาคส่วนอื่นกำลังใช้งานอยู่
ขณะที่ปัญหาการกักเก็บน้ำนั้น แม้ไทยจะมีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าประเทศมากเป็นอันดับต้นของโลก แต่ปัญหาหลักคือกักเก็บน้ำไว้ไม่ค่อยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังพยายามหาทางแก้ไข
อย่างไรก็ดี การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ (Infrastructure) ไม่ควรเป็นแค่การเก็บน้ำไว้เฉยๆ แต่ต้องถูกออกแบบให้มีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด
รศ.ดร.วิทยา กล่าวต่อไปอีกว่า การจะทำให้ระบบนิเวศของ Data Center ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ต้องเข้าใจร่วมกันถึงความจำเป็นในการมีแหล่งน้ำสำรอง (Reserve) สำหรับอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ
ต้องดำเนินการให้เป็น Fair Game
อย่างไรก็ดี สำหรับประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการจัดเก็บค่าไฟหรือค่าทรัพยากรจาก Data Center นั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน (Sensitive) ที่ต้องมีการหารือกันบนหลักเกณฑ์ที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นการดำเนินการที่ยุติธรรม (Fair Game)
“ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เพียงพอจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบ ทั้งพลังน้ำ และเชื้อเพลิงต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงขาดแคลนพลังงานสะอาด (Green Energy) อยู่พอสมควร ซึ่งเป็นส่วนที่กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนา”
สร้างโมเดลแบบใช้ประโยชน์ร่วมกัน
รศ.ดร.วิทยา กล่าวอีกว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโมเดลแบบที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ที่ดูแลทั้งนักลงทุนและคนในประเทศไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจึงได้มีการจัด Water Forum ภายใต้งาน Thai Water Expo โดยมุ่งผลักดันให้เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนด้านน้ำ โดยรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาค พร้อมผลักดันให้องค์ความรู้และงานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง อย่างเป็นรูปธรรม
น้ำส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจ
นางสาว เมลินดา กู๊ด ผู้อำนวยการฝ่าย ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ ธนาคารโลก (World Bank) กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และความผันผวนของทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการน้ำในอนาคตจึงต้องอาศัยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น
World Bank มองว่าไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการน้ำและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค จากความพร้อมด้านนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และบุคลากรที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ Thai Water Expo 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดทิศทางอนาคตด้านน้ำของภูมิภาค
สทนช.ชี้ไทยต้องยกระดับบริหารจัดการน้ำ
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต โดยไทยจำเป็นต้องยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมือง ภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สทนช. จึงมุ่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงนโยบาย ข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ
“Thai Water Expo และ Water Forum ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน พร้อมติดตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านน้ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว”
เปิดเวทีโลกถกอนาคตน้ำไทย
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า Thai Water Expo มุ่งเป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมน้ำ ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ เราเชื่อว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุด Thai Water Expo 2026 จะจัดวันที่ 1–3 ก.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำจากกว่า 200 แบรนด์จากทั่วโลก รวมถึงมีการประชุมวิชาการนานาชาติ และ Green Fund Corner ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและการลงทุน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ







