
บันทึกประวัติศาสตร์ ‘ไทย-เวียดนาม’ ผนึกความมั่นคง เศรษฐกิจ เติบโตไปด้วยกัน
บันทึกประวัติศาสตร์ ‘ไทย-เวียดนาม’ นายกฯ อนุทิน ต้อนรับ ‘โต เลิม’ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม เดินหน้าความสัมพันธ์ 50 ปีผนึกความมั่นคง-เศรษฐกิจ 'เติบโตไปด้วยกัน'
KEY
POINTS
- บันทึกประวัติศาสตร์ ผู้นำไทยและเวียดนาม พบปะหารือในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ผนึกความมั่นคง-เศรษฐกิจ ในรูปแบบ 'เติบโตไปด้วยกัน'
- ทั้งสองชาติเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และด้านเศรษฐกิจโดยตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- พร้อมทั้งมีการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 4 ฉบับที่สำคัญ รวมถึงแผนปฏิบัติการความร่วมมือทุกสาขา และบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC
28 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.35 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แถลงข่าวร่วม และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย - เวียดนาม
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งเวียดนาม ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งท่านคือแขกคนแรกของรัฐบาลนี้ การมาเยือนครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างมากเนื่องจากเป็นการร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในปีนี้
ไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และการมาเยือนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการนำความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านไปปฏิบัติให้เกิดผลในรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง โดยมีการลงนามแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
วันนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดกว้างและตรงไปตรงมา และได้เห็นพ้องแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติของความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ
ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม และการป้องกันปราบปรามการกระทำประมงที่ผิดกฎหมาย เราได้ใช้โอกาสนี้ย้ำการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยทั้งสองประเทศจะร่วมกันให้มีการนำผลของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่ไทยและเวียดนามจะต้องร่วมมือกันให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกในปัจจุบันเราจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย โดยผมและท่านประธานาธิบดีจะไปร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย
ทั้งนี้ไทยและเวียดนามพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้มีการหารือกันเพื่อสร้างความสอดคล้องในการยกระดับสินค้าการค้าให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัทเวียดเจ็ทกับสำนักงาน EEC ของประเทศไทย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO ในพื้นที่ EEC
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ยังได้มีการหาแนวทางการส่งเสริมความเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ Three Connects เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ซึ่งได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโดยเน้นการผลิตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวโดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
นอกจากนั้นเราต่างให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายไปเมื่อสักครู่ ฝ่ายไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ดาวเทียมธีออส และเทคโนโลยีชีวภาพและการเกษตร
ในโอกาสนี้ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคด้วย โดยได้เสนอกับประธานาธิบดีเวียดนามว่า ในฐานะที่ไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เราสามารถมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้
“รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าผลการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลและประชาชนเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ” นายกฯ กล่าว
เปิด MOU ความร่วมมือ 4 ฉบับ
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ (Plenary) และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม
พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
ทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574
2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP)
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เปิดตัวตราสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ 50 ปี
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569
ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน
แถลงข่าวร่วมยินดีความร่วมมือ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - เวียดนาม
ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการดำเนินความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค
การหารือข้อราชการเต็มคณะ
ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ โดยมีบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์
ขณะที่ฝ่ายเวียดนามประกอบด้วย Mr. Nguyen Duy Ngoc สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง Mr. Phan Van Giang รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Mr. Luong Tam Quang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ Mr. Trinh Van Quyet เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน
Mr. Nguyen Thanh Nghi เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ Mr. Le Hoai Trung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Ngo Van Tuan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ Mr. Vu Hai Quan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีประเด็นหารือต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง
รวมทั้งจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค
2. ด้านเศรษฐกิจ
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC
อีกทั้งไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป
3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ทั้งสองประเทศยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
ในช่วงท้าย ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย - เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป
เวียตเจ็ท ร่วมวงศูนย์ซ่อมเครื่องบินอู่ตะเภา
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) เปิดเผยว่า EECO ได้ลงนามความร่วมมือกับเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) ในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
การเข้ามาร่วมลงทุนในศูนย์ซ่อมอากาศยานครั้งนี้ เบื้องต้นเป็นการแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ที่สนามบินอู่ตะเภา แต่ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดที่ชัดเจนว่าการก่อสร้างจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน
ส่วนการลงทุนของสายการบินอื่นๆ หรือนักลงทุนจากประเทศอื่นๆที่อาจมีการสนใจลงทุน MRO ในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาก็ยังเปิดกว้างให้กับนักลงทุนที่สนใจอยู่ เพื่อให้มีการลงทุนรองรับความต้องการในอนาคต
ด้านนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) กล่าวว่า ภายหลังจากได้ลงนามความร่วมมือกับเวียตเจ็ท เพื่อเข้าร่วมพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของสนามบินอู่ตะเภาแล้ว จะต้องมาพิจารณารายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง เนื่องจากเวียตเจ็ทมีสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางต่าง ๆ ภายในประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงต้องการเข้ามาพิจารณาพื้นที่รองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีในการเข้ามาร่วมมือในศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานของสนามบินอู่ตะเภาของเวียตเจ็ท ในอนาคตคงต้องหารือกับทางบมจ.การบินไทยอีกครั้งว่าจะมีการใช้พื้นที่จำนวนเท่าใด และสามารถจัดเตรียมพื้นที่ส่วนใดได้ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดคงมีการศึกษาร่วมกันอีกครั้ง







