thansettakij
thansettakij
'สนั่น' ชี้ไทย-เวียดนามเข้าสู่ New Era เชื่อมซัพพลายเชนสู้ภูมิรัฐศาสตร์โลก

'สนั่น' ชี้ไทย-เวียดนามเข้าสู่ New Era เชื่อมซัพพลายเชนสู้ภูมิรัฐศาสตร์โลก

28 พ.ค. 69 | 06:12 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 69 | 06:17 น.

การเยือนไทยครั้งแรกของ “โต เลิม” ในฐานะผู้นำสูงสุดเวียดนาม ส่งสัญญาณยกระดับสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน พลิกบทบาทจากคู่แข่งสู่พันธมิตรเศรษฐกิจ เชื่อมห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมอนาคต และเศรษฐกิจสีเขียว หวังดันการค้าทวิภาคีแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

KEY

POINTS

  • การเยือนไทยของประธานาธิบดีเวียดนามถือเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ยุคใหม่ (New Era) โดยยกระดับสู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (CSP) เปลี่ยนสถานะจากคู่แข่งเป็นพันธมิตรที่เกื้อหนุนกัน
  • ทั้งสองประเทศจะผลักดันยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chains) เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economies) และการเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Growth)
  • เป้าหมายหลักคือการสร้างความแข็งแกร่งให้ซัพพลายเชนร่วมกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และยกระดับภูมิภาคให้เป็นฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่ของโลก

ไทย-เวียดนามเปิดศักราชใหม่ความสัมพันธ์

นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ถือเป็น สัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ หรือ New Era ของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และความร่วมมือระดับประชาชน

การเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะการที่ไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่นายโต เลิม เลือกเดินทางเยือนหลังขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเวียดนาม สะท้อนให้เห็นว่า ฮานอยให้ความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์สำคัญ” ของภูมิภาค

สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ขณะเดียวกัน การเยือนดังกล่าวยังเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ระหว่างปี 2519-2569 จึงเปรียบเสมือนการร่วมกันกำหนดพิมพ์เขียวความร่วมมือใหม่สำหรับอนาคตอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความต่อเนื่องของความร่วมมือระดับรัฐบาล ภายหลังไทยมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อเดินหน้าความร่วมมือเดิมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ดิจิทัล และความร่วมมือประชาชนสู่ประชาชน หรือ P2P ให้มีเสถียรภาพต่อเนื่อง

ยกระดับ CSP พลิกคู่แข่งสู่ “พันธมิตรเกื้อหนุน”

นายสนั่นกล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือ การยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามสู่ “ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” หรือ Comprehensive Strategic Partnership (CSP) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดทางการทูต การยกระดับดังกล่าวจะเปลี่ยนโฉมความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากเดิมที่ไทยและเวียดนามถูกมองว่าเป็น “คู่แข่งที่ทับซ้อนกัน” ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่เกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าร่วมกันให้แตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะข้างหน้า โดยรูปแบบความร่วมมือใหม่จะเปลี่ยนจากการแข่งขันดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มาเป็นโมเดล “One Plus One” ที่ใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศมาผสานกัน

โดยไทยมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ระบบโลจิสติกส์ และงานวิจัยพัฒนา (R&D) ขณะที่เวียดนามมีจุดเด่นด้านแรงงาน สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกเข้าสู่ภูมิภาคได้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัลเทคโนโลยี พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมสีเขียว มากกว่าการพึ่งพาสินค้าเกษตรหรือสิ่งทอแบบเดิม

อีกทั้ง ภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศยังเตรียมจัดตั้งกลไกสนับสนุนร่วม เช่น Thailand-Vietnam Business Forum เพื่อเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจและลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTBs อย่างเป็นรูปธรรม โดยในการเยือนครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจเข้าร่วมกว่า 300 บริษัท

ดัน “Three Connects” เชื่อมซัพพลายเชนภูมิภาค

นายสนั่นกล่าวอีกว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลไทยและเวียดนามกำลังเร่งผลักดัน คือ “Three Connects” หรือยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก

ด้านแรก คือ Connect Supply Chains หรือการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านวัตถุดิบและพลังงานที่เคยทำให้ระบบการผลิตสะดุดในอดีต แนวทางสำคัญคือ การบูรณาการอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น ไทยผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หรือเคมีภัณฑ์ขั้นกลาง ส่งไปประกอบในเวียดนาม ก่อนส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ผ่านเครือข่าย FTA ของเวียดนาม ซึ่งจะทำให้ระบบการผลิตของสองประเทศเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น

ด้านที่สอง คือ Connect Local Economies หรือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและ SMEs เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างจังหวัดของไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานของไทยกับจังหวัดตอนกลางและตอนเหนือของเวียดนาม ผ่านเส้นทางเศรษฐกิจ R8 และ R12 ที่เชื่อมผ่าน สปป.ลาว ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน

ส่วนด้านที่สาม คือ Connect Sustainable Growth Strategies หรือการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศตะวันตก เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป

ไทยและเวียดนามจึงเตรียมเชื่อมนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของไทยเข้ากับยุทธศาสตร์ Net Zero และการเปลี่ยนผ่านสีเขียวของเวียดนาม ผ่านการลงทุนร่วมในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และเกษตรกรรมอัจฉริยะ เพื่อยกระดับซัพพลายเชนของทั้งสองประเทศให้สามารถแข่งขันภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกใหม่ได้อย่างยั่งยืน

นายสนั่นกล่าวว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความร่วมมือไทย-เวียดนามในยุคใหม่จะไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ทางการทูต แต่จะกลายเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับอาเซียนให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแห่งใหม่ของโลก