
อนุทิน-โต เลิม พลิกเกมไทย–เวียดนาม สลัดภาพคู่แข่งสู่พันธมิตรซัพพลายเชนโลก
"อนุทิน" จับมือ "โต เลิม" ยกระดับไทย–เวียดนามสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน เปิดแผน 6 ปี ดันการค้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากคู่แข่งสู่พันธมิตรซัพพลายเชน
KEY
POINTS
- ไทยและเวียดนามปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ สู่การเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" เพื่อร่วมมือกันในห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ของโลก
- นำเสนอยุทธศาสตร์ "China+2" ที่ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันเป็น "แพ็กเกจเดียว" โดยไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมต้นน้ำและศูนย์กลางภูมิภาค ส่วนเวียดนามเป็นฐานการประกอบสินค้า
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันเป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 และเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล
กรุงเทพมหานคร กลายเป็นเวทีประวัติศาสตร์อีกครั้ง เมื่อการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 27–29 พฤษภาคม 2569 ได้สร้างบทพลิกในความสัมพันธ์สองประเทศที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าบ้านต้อนรับด้วยพิธีการระดับสูงสุด
นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของนายโต เลิม หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมาพร้อมกับโอกาสพิเศษทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นการครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่ปี 2519
เส้นทางการเยือนครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิอย่างที่คุ้นเคย แต่เปิดฉากด้วยสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ เมื่อนายโต เลิมและภริยา นางโง เฟือง ลี เลือกแวะจอดที่จังหวัดอุดรธานีก่อนเป็นจุดแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพื่อเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานโฮจิมินห์และพบปะชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ก่อนบินต่อเข้ากรุงเทพฯ ตอนบ่าย สดงให้เห็นว่าการเยือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจการเมือง แต่คือการส่งสัญญาณถึงความผูกพันทางประชาชนที่เชื่อมสองประเทศมานานก่อนยุคการทูตสมัยใหม่
วันที่สอง 28 พฤษภาคม 2569 คือจุดสูงสุดของการเยือน เมื่อนายโต เลิม เดินทางสู่ทำเนียบรัฐบาลด้วยพิธีรับรองเต็มรูปแบบ ทั้งการบรรเลงเพลงชาติ การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนสองผู้นำจะหารือแบบตัวต่อตัวในห้องสีงาช้าง จากนั้นขยายสู่การหารือเต็มคณะในตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนจบลงด้วยพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ และการแถลงข่าวร่วมที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ก่อนปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาล
แต่ที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจคือช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม เมื่อทั้งสองผู้นำร่วมเป็นประธานเปิดงาน Thailand–Viet Nam Business Forum 2026 ณ โรงแรมเดอะริทซ์–คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยมีนักธุรกิจภาครัฐและเอกชนกว่า 400–500 คนเข้าร่วม และมีพิธีลงนาม MOU ระหว่างภาคธุรกิจสองประเทศ ก่อนที่นายโต เลิมจะนั่งหารือแบบ one-on-one กับผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนไทยเป็นการส่วนตัวอีกด้วย
สามเสาหลักยั่งยืน นัยที่ลึกกว่าคำประกาศ
รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม และกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์พิเศษฐานเศรษฐกิจว่า หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่นี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่ สันติภาพที่ยั่งยืน การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน และอนาคตที่ยั่งยืน โดยคำว่า "ยั่งยืน" ในที่นี้ไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่คือโจทย์ใหญ่ที่ทั้งสองประเทศต้องเร่งตีความให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังเขย่าระเบียบเศรษฐกิจโลก
"ทั้งไทยและเวียดนามต่างเป็นประเทศขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ การที่ทั้งสองประเทศหันมาจับมือกันในระดับยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อลดการยืมจมูกมหาอำนาจหายใจ และหันมาสร้างตลาดร่วมกันภายในอาเซียนและเอเชียให้แข็งแกร่งขึ้น" รศ.ดร.แลระบุ
นักวิชาการรายนี้ชี้ว่าประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างฐานการผลิตร่วมกันเพื่อส่งออก ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการถูกสวมยี่ห้อ หรือการที่มหาอำนาจใช้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นทางผ่านเพื่อเลี่ยงภาษี จนนำไปสู่ปัญหาการขาดดุลการค้าหรือการถูกมาตรการโต้ตอบจากสหรัฐฯ โดยย้ำว่าสถานะของทั้งสองประเทศในเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างกัน การเปิดมุมมองใหม่ในการลงทุนร่วมกันจึงเป็นทางรอดที่สำคัญ
จากคู่แข่ง สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ไทยและเวียดนามถูกมองว่าอยู่ในสนามเดียวกันในการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังกระแส China+1 ที่บริษัทข้ามชาติต้องการกระจายฐานผลิตออกจากจีน ทั้งสองประเทศต่างออกมาตรการจูงใจนักลงทุนแข่งกันอย่างเข้มข้น เวียดนามอาศัยจุดแข็งด้านค่าแรงงานที่ต่ำกว่า ชายฝั่งทะเลที่เปิดสู่เส้นทางเดินเรือโลก และแรงงานรุ่นใหม่อายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี ขณะที่ไทยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์กว่า ระบบซัพพลายเชนที่ลึกและครบวงจร และสถานะความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ผลที่ตามมาคือหลายบริษัทยักษ์ใหญ่เลือกเวียดนามแทนไทย LG Electronics ย้ายฐานผลิตโทรทัศน์ออกจากไทย Samsung ทุ่มกว่า 220 ล้านดอลลาร์สร้างศูนย์ R&D ในฮานอย ขณะที่ Suzuki ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในไทย สัญญาณเหล่านี้สร้างความกังวลในแวดวงอุตสาหกรรมไทยมาต่อเนื่อง
แต่การประชุมสุดยอดรอบนี้ส่งสัญญาณว่าสองประเทศกำลังเลือกเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ จากการแข่งขันแบบ zero-sum สู่การเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" ที่ใช้จุดแข็งของกันและกันให้เป็นประโยชน์ร่วม ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในแผนปฏิบัติการร่วม พ.ศ. 2569–2574 ที่จะลงนามพร้อมกันในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
เป้าการค้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นได้หรือแค่ตัวเลข?
ทั้ง 2 ประเทศตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าไว้ในที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 จากมูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและเวียดนามในปี 2568 อยู่ที่ 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 8,900 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2556 หรือขยายตัวเกือบ 2.5 เท่าในหนึ่งทศวรรษ และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขการค้ารวมแตะ 8,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 23.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในแง่โครงสร้างการค้า ไทยส่งออกไปเวียดนามหลักๆ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์และชิ้นส่วน และแผงวงจรไฟฟ้า สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต้นน้ำ ขณะที่นำเข้าจากเวียดนามมาในรูปโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเกษตร–อาหารทะเล ซึ่งสะท้อนบทบาทใหม่ของเวียดนามในฐานะฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
นี่คือภาพที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "การเชื่อมต่อของซัพพลายเชน" มากกว่าการแข่งขันโดยตรง เวียดนามประกอบ ไทยผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วน ทั้งคู่ส่งออกไปตลาดโลก ซึ่งแตกต่างจากภาพในอดีตที่แข่งกันขายสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดเดียวกัน
ยุทธศาสตร์ China+2 หมากที่เปลี่ยนทุกอย่าง
จุดที่น่าสนใจที่สุดในเอกสารแผนปฏิบัติการฯ คือการระบุชื่อยุทธศาสตร์ "China+2" อย่างตรงไปตรงมา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยและกระทรวงการคลังเวียดนามประสานนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศร่วมกัน
ความหมายในทางปฏิบัติคือ แทนที่บริษัทข้ามชาติจะมองว่าต้องเลือกระหว่างไทยหรือเวียดนาม สองประเทศจะนำเสนอตัวเองเป็น "แพ็กเกจเดียว" ไทยเป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ศูนย์วิจัย และฐานผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ เวียดนามเป็นฐานประกอบชิ้นส่วนปริมาณสูงที่อาศัยค่าแรงงานและแรงงานรุ่นใหม่ เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งคู่ครอบคลุมทุกส่วนของห่วงโซ่มูลค่าได้อย่างสมบูรณ์
กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับพฤติกรรมบริษัทข้ามชาติชั้นนำที่เริ่มใช้ "ยุทธศาสตร์ตลาดคู่ขนาน" ในอาเซียนอยู่แล้ว โดยเลือกไทยเป็น Regional HQ และเลือกเวียดนามเป็นฐานผลิต ตัวอย่างที่ชัดเจน คือกรณี ซีพีเอฟ (CPF) ที่เพิ่งเข้าซื้อหุ้น C.P. Pokphand ในเวียดนาม 100% เพื่อขยายธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมที่นั่นอย่างเต็มกำลัง
เซมิคอนดักเตอร์ EV-ดิจิทัล สามสนามรบใหม่
ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสามสาขาที่ถูกเน้นเป็นพิเศษในแผนฯ คือเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งสองประเทศต่างมีจุดเด่นที่เสริมกัน ไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรม back-end semiconductor ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ เวียดนามมีแรงงานวิศวกรรมรุ่นใหม่ราคาประหยัดและมีการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่ Samsung ที่ลงหลักปักฐานในฮานอยและไฮฟองอย่างลึก แผนฯ จึงกำหนดให้เชื่อมสายการผลิตสองประเทศในอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแรงงานทักษะสูงด้าน IT AI และเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน
ในมิติดิจิทัล กำหนดให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติของไทยและศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติของเวียดนามตั้งกลไกความร่วมมือร่วมกัน รวมถึงการขยายระบบชำระเงินข้ามแดนผ่าน QR Code ให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติคือการเชื่อมระบบพร้อมเพย์กับ VietQR ให้ราบรื่นกว่าเดิม
เส้นทางR 9 และ R12 โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมทุกอย่าง
หนึ่งในข้อตกลงที่มีนัยยะเชิงพาณิชย์สูงสุดคือการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมสองประเทศตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (East-West Economic Corridor) โดยเฉพาะถนนเส้นทางหมายเลข 9 และหมายเลข 12 ที่วิ่งผ่านไทย สปป.ลาว และเวียดนาม
หากการเชื่อมต่อนี้สำเร็จ ระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับภาคกลางและภาคใต้ของเวียดนามจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวเชิงถนนระหว่างสองประเทศขยายตัว ควบคู่กับแผนเพิ่มเที่ยวบินพาณิชย์เชื่อมเมืองหลักและเมืองรองเพื่อดูดนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาค
การประชุมสุดยอด 9 จังหวัดจาก 3 ประเทศ ไทย–สปป.ลาว–เวียดนาม ก็ถูกบรรจุไว้ในแผนฯ ด้วย ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต้องการดึงเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นเข้ามาร่วมในกระบวนการความร่วมมือ ไม่ใช่แค่การตกลงระหว่างส่วนกลาง
ความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ วาระเร่งด่วนที่ไม่อาจเลี่ยง
นอกจากมิติเศรษฐกิจ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในเนื้อหาการหารือครั้งนี้คือความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และศูนย์ scam ที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ชายแดนในภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อพลเมืองของทั้งสองประเทศโดยตรง
แผนฯ ยังกำหนดให้จัดตั้งกลไกแจ้งเตือนและตอบสนองอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านสายด่วน ส่งเสริมความร่วมมือผ่านช่องทาง INTERPOL และ ASEANAPOL และที่สำคัญคือการเร่งให้สัตยาบันสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นเครื่องมือกฎหมายที่ทั้งสองประเทศต้องการมานาน
ระบบราชการไทย อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ในความสำเร็จ
แม้ภาพใหญ่จะดูสดใส แต่ รศ.ดร.แลชี้ให้เห็นว่ามีอุปสรรคสำคัญที่ต้องตรงไปตรงมา นั่นคือความแตกต่างของระบบการปกครองที่ส่งผลต่อความเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด โดยยกตัวอย่างโครงการเมืองคู่มิตรระหว่างอุดรธานีกับจังหวัดในเวียดนาม ที่มักติดขัดเรื่องระเบียบราชการ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดไทยยังถูกผูกมัดกับการตัดสินใจจากส่วนกลางผ่านกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ฝั่งเวียดนามกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างบริหารอย่างจริงจัง ทั้งการลดจำนวนจังหวัดจาก 60 กว่าจังหวัดเหลือเพียง 30 กว่าจังหวัด การยกเลิกการปกครองระดับอำเภอเพื่อเชื่อมตำบลสู่จังหวัดโดยตรง และการลดขนาดกองทัพข้าราชการลงปีละนับแสนคน ทั้งหมดนี้ทำให้การค้าและการลงทุนเวียดนามมีความคล่องตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เปรียบเทียบกับประสิทธิภาพภาครัฐของไทยที่ร่วงจากอันดับ 25 มาอยู่ที่ 30 ในการจัดอันดับ IMD ปี 2568
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.แลมองมุมกลับไว้น่าสนใจว่า การกระโดดลงเรือลำเดียวกับเวียดนามครั้งนี้อาจเป็นยาขม แต่เป็นยาที่ไทยต้องการ เพราะอุปสรรคที่พบจากการทำงานร่วมกันจะกลายเป็นแรงจูงใจที่บีบให้ไทยต้องปรับตัว การได้ใกล้ชิดกับประเทศที่มีพลวัตสูงจะทำให้เห็นชัดว่าระบบที่เป็นอยู่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไร และจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการลดความอุ้ยอ้ายของระบบราชการไทยในที่สุด
"การกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของการเปิดโอกาส แต่เราจะฉวยโอกาสได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงนามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมภายในของไทยเองด้วย" รศ.ดร.แลกล่าวทิ้งท้าย
อ่านเกมให้ขาด: โอกาสและความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจต้องรู้
สำหรับภาคธุรกิจไทย ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมายหลายมิติ มิติแรกคือโอกาสใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการขยายตลาดไปยังเวียดนามซึ่งมีประชากรกว่า 100 ล้านคนและ GDP กำลังเติบโตเฉลี่ย 6.2–7.5% ต่อปี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมค้าปลีก อาหาร พลังงานสะอาด และดิจิทัล
มิติที่สองคือการเชื่อมซัพพลายเชน บริษัทไทยที่ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ หรือบริการโลจิสติกส์ มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเวียดนามที่เชื่อมกับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยมากกว่าการแข่งขันในตลาดปลายทางเดียวกัน
มิติที่สามและอาจเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม คือความเสี่ยงจากการที่ไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังแก้ไม่ได้ ทั้งประสิทธิภาพภาครัฐที่ร่วงจากอันดับ 25 มาอยู่ที่ 30 ในการจัดอันดับ IMD ปี 2568 และคะแนน CPI ที่ดิ่งสู่จุดต่ำสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่เวียดนามเดินหน้าปฏิรูปการปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้นักลงทุนที่พิจารณาใช้ไทยเป็น Regional HQ ลังเล หากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจไม่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
บทสรุป: เปลี่ยนแล้ว ต้องตามให้ทัน
การจับมือระหว่างนายอนุทินและนายโต เลิมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าทั้งสองรัฐบาลเลือกเส้นทางแห่งความร่วมมือแทนการแข่งขันแบบเดิม ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเขย่าห่วงโซ่การผลิตโลก และสงครามการค้ากำลังบีบให้ทุกประเทศต้องหาพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ การที่ไทยและเวียดนามเลือกกัน ณ เวลานี้ มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าที่ตัวเลขการค้าจะบอกได้
สำหรับภาคธุรกิจไทย คำถามไม่ใช่ว่าจะสนับสนุนหรือต่อต้านทิศทางนี้ แต่คือจะวางตำแหน่งตัวเองในซัพพลายเชนใหม่ที่กำลังก่อรูปขึ้นได้อย่างไร ก่อนที่ผู้อื่นจะมาเติมช่องว่างนั้นแทน






