
นายกฯ ประกาศวงบิ๊กธุรกิจไทย-เวียดนาม เชื่อมฐานการผลิต รับอนาคต
ไทย-เวียดนาม ผนึกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ชู "Three Connects" ปั้นอาเซียนผงาดเวทีโลก ตั้งเป้าการค้า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายใน 5 ปี
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีประกาศยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามสู่การเป็น 'หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์' ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจากปัจจุบันประมาณ 24,000 ล้านล้านหยวน ให้เป็น 50,000 ล้านล้านหยวนภายใน 5 ปี
- ขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด 'Three Connects' คือการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน
- ส่งเสริมการลงทุนในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) สมาคมมิตรภาพไทย - เวียดนาม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจไทย - เวียดนาม หอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม กระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ได้มีการจัดงาน "THAILAND - VIETNAM BUSINESS FORUM 2026" ณ ห้อง Ballroom, โรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ว่า ปีนี้เป็นปีที่พิเศษสำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของเราได้เติบโตจากมิตรภาพไปสู่ความเป็น 'หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์' ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประชาชน ของประเทศ และของภูมิภาค
ปัจจุบันประเทศเวียดนามและประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในอาเซียน และภูมิภาคอาเซียนซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลกในทุกๆ มิติ ในการประชุม ASEAN Summit และซึ่งได้มีการพูดคุยกันในธีม 'Navigating our future together' ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการกำหนดอนาคตของประเทศเราทั้งสอง ซึ่งในกลุ่มผู้นำอาเซียน มีการหารือกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร การรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การเชื่อมโยง Supply Chain ในภูมิภาค และการเร่งเสริมความพร้อมสำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และจากความร่วมมือในระดับภูมิภาค ก็แน่ใจว่าหลายประเทศคงจะหาทางไปต่อยอดในระดับทวิภาคีด้วยกัน ประเทศไทยและเวียดนามถือเป็นสองประเทศในอาเซียนที่มีพลังทางเศรษฐกิจที่สูงมาก
"พลังเหล่านี้มาจากความเชื่อมั่นของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้นำทางด้านภาคอุตสาหกรรม ด้านการเงิน ที่ทรงพลังยิ่งของทั้งสองประเทศ เราจะสามารถส่งเสริมการเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี"
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ไทยถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าของเรา ณ ปัจจุบันนะครับ อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์ เกือบๆ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งได้มีการตั้งเป้ามูลค่าการค้า 50,000 ล้านดอลลาร์ ภายใน 5 ปี
ทั้งนี้ เมื่อเช้าวันนี้ (28 พ.ค) ได้หารือว่า ประเทศไทยได้เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามมานานแล้ว ซึ่งตอนนี้เราไปลงทุนในเวียดนามมากกว่าที่เวียดนามวันนี้ก็เลยต้องขอให้เวียดนามมาลงทุนที่ไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากขนาดของเศรษฐกิจมีความใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปมองว่าเป็นคู่แข่งกัน เราต้องมองว่าเป็นคู่ค้า
"ความใกล้ชิดระหว่างคนเวียดนามและไทยมีมานานแล้ว แต่เชื่อว่าด้วยบารมีของท่านประธานาธิบดีและความตั้งใจที่จะทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความเข้มแข็ง วันหนึ่งเราก็จะทำให้ประเทศเวียดนามและประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญต่ออาเซียน ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญมาก โครงสร้างเศรษฐกิจของเรานี้ก็จะเกื้อกูลกัน เวียดนามเติบโต ไทยก็จะเติบโตไปด้วยกัน"
นอกจากนี้ ปัจจุบันทั้งสองประเทศกำลังเร่งสร้าง New Engines of Growth หรือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เติบโต มีทั้งโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล, AI, เซมิคอนดักเตอร์, รถยนต์ไฟฟ้า, อุตสาหกรรมสีเขียว, อาหารแห่งอนาคต, พลังงานสะอาด, เศรษฐกิจสุขภาพ และนิคมอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ทั้งวองประเทศได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการลงนามแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านของไทยและเวียดนาม แนวคิด 'Three Connects' หรือการเชื่อม 3 เชื่อมประสาน คือการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายสำคัญก็คือการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันร่วมกันของทั้งสองประเทศ
โดยจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างสมดุล เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในทุกระดับ และสร้างอนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของความสัมพันธ์ที่ต่อจากนี้คือพลังของภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพราะภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กลายเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งผ่านการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม การจ้างงาน
"ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งาน Thailand-Vietnam Business Forum ในวันนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ การลงทุนใหม่ๆ การเติบโต และการเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับประเทศของเราทั้งสอง"





