thansettakij
thansettakij
'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

31 พ.ค. 69 | 10:45 น.
อัปเดตล่าสุด :31 พ.ค. 69 | 10:45 น.

“ศุภจี” ชี้ไทยเผชิญความท้าทายรอบด้านจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และสภาพอากาศสุดขั้ว เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับ SMEs เพิ่ม Local Content ดันเกษตรแปรรูปเชื่อมการลงทุนต่างชาติ พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู เปิดตลาดใหม่รับโลกการค้าเปลี่ยนผ่าน

KEY

POINTS

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เรียกร้องให้ไทย “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง (K-Shape) ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
  • กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางยกระดับ SMEs ผ่านการพัฒนาทักษะ ขยายตลาด และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อให้สามารถแข่งขันและได้รับประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น
  • รัฐบาลจะเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปให้สำเร็จ เพื่อเปิดตลาดใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้สินค้าไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางความซับซ้อนของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงถึงเวลาที่ประเทศต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทใหม่ของโลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกฎกติกาใหม่ทางการค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร ขณะที่ต้นทุนค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15-20% ยิ่งเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคส่งออกและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 จะขยายตัวได้ 2.8% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่เติบโต 2.5% สะท้อนถึงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะจากการลงทุนและการส่งออก แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกกลับพบว่า ผลประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง

'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

เตือนเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape

นางศุภจี ระบุว่า การลงทุนที่เติบโตมากกว่า 10% ในไตรมาสแรก ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากอย่างเพียงพอ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเติบโตแบบ K-Shape หรือเศรษฐกิจสองขั้ว โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถขยายตัวได้ดี แต่ SMEs จำนวนมากยังฟื้นตัวได้ช้าและเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขัน

'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

ภาพเดียวกันเกิดขึ้นในภาคการส่งออก แม้ไตรมาสแรกปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัวถึง 17.6% และเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่กว่า 80-90% ของการเติบโตมาจากผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ส่งออกขึ้นทะเบียนมากกว่า 30,000 ราย โดยผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งมีจำนวนมาก กลับสร้างรายได้จากการส่งออกเพียง 17-20% เท่านั้น

นอกจากนี้ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่การนำเข้ายังเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ส่งผลให้ไทยยังเผชิญภาวะขาดดุลการค้า โดยส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกต่อ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content หรือการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

ยกเครื่อง SMEs-เร่งปิดดีล FTA ไทย-อียู

กระทรวงพาณิชย์จึงวางแนวยุทธศาสตร์ยกระดับ SMEs ในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาทักษะให้สามารถแข่งขันในโลกการค้าใหม่ การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ การผลักดันให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ รวมถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินผ่านแนวคิด IP Finance

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าส่งเสริมการเพิ่ม Local Content ผ่านเวทีการค้าระดับนานาชาติ เช่น THAIFEX เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และคู่ค้าจากทั่วโลกมากขึ้น

ในมิติการดึงดูดการลงทุน รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติสามารถใช้วัตถุดิบทางการเกษตรของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนในประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า ในการหารือกับรัฐบาลจีนระหว่างการประชุม APEC พบว่า จีนมีนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศเป้าหมายผ่านการลงทุนและการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเร่งใช้ประโยชน์

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังผลักดันรูปแบบการลงทุนที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดปัญหา Transshipment และยกระดับความโปร่งใสของการส่งออกไทย

'ศุภจี' ปลุกไทยคิดใหม่ทำใหม่ ดัน SMEs ฝ่าวิกฤตโลก-เร่งปิดดีล FTA ยุโรป

ด้านการเจรจาการค้า นางศุภจี ย้ำว่า ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ ไทยจึงต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกฝ่าย ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยุโรปได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการเห็นความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) โดยปัจจุบันการเจรจามีความคืบหน้าแล้ว 11 บท และยังเหลืออีก 13 บทที่อยู่ระหว่างหารือ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งรวบรวมประเด็นเพื่อผลักดันให้การเจรจาเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

หากไทยสามารถผลักดัน FTA สำคัญได้สำเร็จ จะช่วยเปิดตลาดใหม่ เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน และเพิ่มโอกาสให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน

“โลกเปลี่ยนไปแล้ว และไทยต้องปรับตัวให้ทันกับโลกปัจจุบันให้ได้” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าความสำเร็จของประเทศในระยะต่อไปจะเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันของ “ทีมประเทศไทย” ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต