
'ศุภจี' ถก WIPO ต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา ดันธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสะดวก
'ศุภจี' หารือทวิภาคีกับผอ. WIPO ที่เจนีวา หวังยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ดัน IP Finance – GI – ความยั่งยืน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยสู่สากล
KEY
POINTS
- ผลักดันนโยบายใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าชุมชนในตลาดโลก
- เตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ โดยขอรับการสนับสนุนจาก WIPO ในการฝึกอบรมบุคลากร
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือทวิภาคีกับนายดาเรน ทัง (Mr.Daren Tang) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยกับ WIPO รวมทั้งผลักดันบทบาทของไทยในเวทีทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ
นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับ WIPO ในฐานะองค์กรหลักด้านทรัพย์สินทางปัญญาของโลก โดยเห็นว่าการแบ่งปันองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงนโยบายการวางรากฐานระบบนิเวศที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
ขณะที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีกำหนดจัดกิจกรรมอบรมเพิ่มศักยภาพด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 และมีแผนจัดทำ “Pilot Project IP Finance Thailand” ในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 เพื่อวางรากฐานการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ กระทรวงฯยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความยั่งยืน โดยเมื่อชุมชนและผู้ผลิตมีการปรับตัว พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแล้ว ภาครัฐจำเป็นต้องมีบทบาทในการช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและหาตลาดรองรับ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
โดยสินค้า GI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงกับเครื่องหมายการค้า (Trademark) การออกแบบ (Design) การตลาด การสร้างแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก
ทั้งนี้ สินค้าชุมชนและสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถยกระดับสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างความร่วมมือของ WIPO ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา GI ควบคู่กับการสร้างแบรนด์และการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาชุมชนผ่านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการต่อยอดองค์ความรู้ท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การลดการพึ่งพาสารเคมี และการสร้างผลลัพธ์ที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยย้ำความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของประเทศคู่ความร่วมมือ รวมถึง WIPO เพื่อแลกเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาและขยายผลสู่ระดับนานาชาติในอนาคต
พร้อมกันนี้ ยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรเพื่อรองรับการดำเนินการตามความตกลงดังกล่าว
ทั้งนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนจาก WIPO ในการฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-job Training) ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสมาชิกที่มีระบบการตรวจประเมินคล้ายคลึงกับไทย อาทิ เกาหลีใต้ และเวียดนาม รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคในการแปลคู่มือระบบเฮกเป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องและประชาชน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ






