thansettakij
thansettakij
EU เร่งสปีด FTA ทั่วโลก โอกาสทองไทยลุยปิดดีลดึงลงทุน-ขยายส่งออก

EU เร่งสปีด FTA ทั่วโลก โอกาสทองไทยลุยปิดดีลดึงลงทุน-ขยายส่งออก

20 พ.ค. 69 | 02:57 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 69 | 03:26 น.

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ชี้ EU เร่งทำ FTA กับหลายประเทศ เปิดโอกาสไทยดึงลงทุน-ขยายส่งออก พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-EU แข่งเวียดนาม

KEY

POINTS

  • สนค. ชี้ว่าการที่สหภาพยุโรป (EU) เร่งรัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทั่วโลก เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สำเร็จ
  • การมี FTA กับ EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง
  • ไทยจำเป็นต้องเร่งปิดดีล FTA เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งมี FTA กับ EU แล้ว และเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบสากล

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ทิศทางการที่สหภาพยุโรป (EU) เร่งรัดการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นผลเชิงบวกต่อไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านโอกาสการขยายตลาด การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ 

โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาศักยภาพท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายนันทพงษ์ ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ถึง 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ (Mercosur) ซึ่งประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย รวมถึงการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย 

ภายหลังจากที่การเจรจาในหลายกรณีใช้เวลายาวนานและมีความซับซ้อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของ EU ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์

โอกาสไทยเร่งเจรจา FTA อียู

โดยเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้กับไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยประการแรก การที่ EU ขยายความตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Reconfiguration) ซึ่งเอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

 

รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจของ EU มีแนวโน้มกระจายแหล่งจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

ประการที่สอง การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง

ประการที่สาม การเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ส่งผลให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น 

นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ EU ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันเพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าว ไทยจึงควรดำเนินการ ดังนี้ 

1. เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง 

2.ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU 

3.เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

4.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก

เจรจารอบ 8 คืบหน้า 3 บท

สำหรับความคืบหน้าของการเจรจาความตกลง FTA ไทย–EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายได้จัดการเจรจารอบที่ 8 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA (เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง) และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า 

ทำให้ปัจจุบันสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท การเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 

ส่องมูลค่าการค้าไทย-อียู

ด้านมูลค่าการค้า EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 12,223.28 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.55% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 

โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 7,671.91 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.14% และนำเข้ามูลค่า 4,551.37 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.93% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3,120.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าที่สำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า

นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EU เป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และมีกำลังซื้อสูง โดยมีมูลค่า GDP กว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ (คิดเป็นราวร้อยละ 18 ของ GDP โลก) และมีประชากรราว 450 ล้านคน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP Per Capita) ที่ 4.7 หมื่นดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3.2 เท่า การมี FTA กับ EU จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้ในอัตราภาษีที่ต่ำลงหรือเป็นศูนย์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 

รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าและการลงทุน FTA ไทย–EU จึงถือเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต