
'ศุภจี' จีบฝรั่งเศสลงทุนตั้งฐานธุรกิจ ดัน FTA ไทย-EU ดันการค้าพุ่ง 40%
'ศุภจี' ชูไทยเป็น Gateway สู่อาเซียน เชิญนักลงทุนฝรั่งเศสใช้ไทยเป็นฐานธุรกิจ ดัน FTA ไทย-EU ปิดดีลเร็ว คาดหนุนการค้าโตไม่ต่ำกว่า 40%
KEY
POINTS
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสลงทุนในไทย โดยชูจุดแข็งการเป็นประตูสู่อาเซียนและเอเชีย
- รัฐบาลไทยให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
- คาดการณ์ว่าหาก FTA ไทย-EU มีผลบังคับใช้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าระหว่างกันได้ไม่น้อยกว่า 40%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยพูดถึงการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน
นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส ครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย
ทั้งนี้ จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย
“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ขณะที่ด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU
สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) นางศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%
ชูไทยประตูสู่อาเซียน
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังมีจุดแข็งในฐานะ “ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย” (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ และตะวันออก–ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ มุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ในฐานะผู้ส่งออกสินค้า รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือควบคู่กันนี้
ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
“ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว
ผู้สื่อข่าวระบุว่า ภายในงานยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย โดยมีบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS





