
‘พิมพ์ใจ’นำทัพภาคอุตฯ ฝ่าโจทย์หินวิกฤตซ้อน ศึกนอก-แรงกดดันใน
“พิมพ์ใจ” ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ รับไม้ต่อ ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายเชนสะดุด สินค้าจีนบุกกดดัน SME อ่วม ลุยเร่งขับเคลื่อน “5I” พลิกอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแรงกดดันคดีเลือกตั้งที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพองค์กร
KEY
POINTS
- นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) คนที่ 17 ซึ่งเป็นประธานหญิงคนแรก ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง
- ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยกรอบนโยบาย “5I” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม, สร้างเครือข่ายพันธมิตร, ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน
- ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลก, ปัญหาซัพพลายเชน, การแข่งขันจากสินค้าจีน และแรงกดดันภายในประเทศ เช่น ค่าพลังงานสูงและปัญหาภัยแล้ง
ปิดฉากไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุน “นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” เป็นประธาน ส.อ.ท. คนใหม่คนที่ 17 แบบไร้คู่แข่ง และได้เป็นประธานฯหญิงคนแรก
สำหรับนางพิมพ์ใจ จบการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) สาขาการบริหารการดำเนินงาน(Operations) จากมหาวิทยาลัยเดร็กเซล ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนหน้านี้ (วาระปี 2567-2569) ดำรงตำแหน่งรองประธานส.อ.ท. และประธานสถาบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสำคัญในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมค้าของกลุ่มสิทธิผลหลายบริษัท
ผลงานโดดเด่นที่ผ่านมา เช่น วางระบบเมด อิน ไทยแลนด์(MiT) เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างแต้มต่อและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้สินค้าไทย การเจรจาและประสานความร่วมมือเพื่อจัดหาวัคซีน 1 ล้านโดสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเส้นทางการเข้าสู่ตำแหน่งของนางพิมพ์ใจ ดูจะไม่สวยหรูนัก เพราะก่อนหน้านี้ในการประกาศตัวลงชิงชัยในตำแหน่งประธานส.อ.ท.คนใหม่วาระปี 2569-2571 ไม่ปรากฎชื่อนางพิมพ์ใจมาก่อน แต่มี 2 แคนดิเดตที่ประกาศตัวลงชิงชัยอย่างชัดเจนอย่างเป็นทางการคือ นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท.จากเครือ SCG และนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท.จากบริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่ถือเป็นตัวแทนของสมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอี
ครั้นเมื่อมีผู้ร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใส โดยระบุ เครือข่ายบริษัทใหญ่ได้เตรียมขบวนการใช้ตัวแทน(นอมินี) มาสวมสิทธิ์เลือกตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท.เพื่อเป็นตัวแทนไปโหวตเลือกตั้งประธานส.อ.ท.คนใหม่เพื่อชิงความได้เปรียบ ซึ่งในเวลาต่อมานายชนะได้ประกาศถอนตัวในการชิงตำแหน่ง และปรากฎชื่อนางพิมพ์ใจที่มารับไม้ต่อในการลงชิงชัยในตำแหน่งประธานฯแทน ผ่านมีการเปิดตัวผ่านช่องทางกลุ่มไลน์ของกรรมการในหลายกลุ่มย่อย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.เพียง 3 วัน ถือเป็นการ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” ที่ถูกจับตามองอย่างมาก
ขณะที่ในการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.ประเภทเลือกตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ผลปรากฎนายอภิชิต ประสพรัตน์ แคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานฯ ไม่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นกรรมการ ส.อ.ท. ส่งผลให้นายอภิชิต ถูกตัดตอนสิทธิ์ ทั้งการถูกนำเสนอชื่อเพื่อลงชิงตำแหน่งประธานฯ และหมดสิทธิ์ทั้งการโหวตเลือกตั้งประธานในครั้งนี้
ข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.เพื่อไปเลือกตั้งประธานฯ ได้ถูกนำร้องเรียนเพื่อตรวจสอบในหลายวง ทั้งการตรวจสอบภายในองค์กรเอง การร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการตรวจสอบของตลาดทุน(ในเรื่องธรรมาภิบาล) ส่งผลให้การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ต้องลากยาว จากธรรมเนียมปฏิบัติจะมีการโหวตเลือกตั้งประธานฯคนใหม่ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ในครั้งนี้ต้องเลื่อนยาวออกมา และมีการเลือกตั้งในวันเส้นตายคือวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฎ “นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ได้รับการโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้เป็นประธานส.อ.ท.คนใหม่แบบไร้คู่แข่ง
นางพิมพ์ใจ เปิดเผยหลังการเข้ารับตำแหน่ง ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ว่า ในวาระ 2 ปีในตำแหน่งนับจากนี้จะเดินหน้าขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยกรอบนโยบาย “5I” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย และรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ได้แก่
I1: Intelligent Industry มุ่งใช้ AI, Automation และ Data ยกระดับการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และผลักดันสู่ Smart Factory & Smart OEM พร้อมสนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ให้โรงงานปรับใช้ดิจิทัลได้จริงแบบ Data-driven
I2: Innovation & Creative Industry เปลี่ยนโครงสร้างจาก OEM สู่การสร้างแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เน้น Industry-driven R&D เชื่อมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมปั้นอุตสาหกรรมใหม่และแบรนด์ไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
I3: International Alliance & Network ใช้จุดแข็งความเป็นกลางของไทย สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ดึงการลงทุน และยกระดับสู่ Global Supply Chain HUB เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั้งในและภูมิภาค พร้อมรุกขยายตลาดต่างประเทศ
I4: Industrial Infrastructure Reform ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุนธุรกิจ ทั้งพลังงานสะอาด กฎหมายที่คล่องตัว และมาตรการการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่พัฒนาแรงงาน (Upskill/Reskill) และดึงดูดทักษะระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว
I5: Inclusive & Sustainable Growth ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ด้วย Low Carbon และ Circular Economy ผสาน ESG ในองค์กร สร้างการเติบโตที่สมดุล โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
โดยภาพรวม “5I” คือการเร่ง Transform อุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ จากเทคโนโลยี นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโลก และความยั่งยืน เพื่อยกระดับศักยภาพแข่งขันในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
“การแข่งขันเป็นเรื่องธรรมชาติ หลังจากนี้เมื่อมีการมอบหมายภารกิจที่ชัดเจน และทุกคนเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ความกลมเกลียวจะเกิดขึ้น พลังของ ส.อ.ท.เกิดจากการรวมพลังของทุกคน ดิฉันเห็นคุณค่าของกรรมการทุกคนจะไม่ทิ้งใคร เพราะงานเราเยอะมาก ต้องอาศัยคนจำนวนมากมาช่วยกันทำงานให้สำเร็จ” นางพิมพ์ใจ กล่าวตอนหนึ่ง
อย่างไรก็วงการอุตสาหกรรมระบุตรงกันว่า ประธาน ส.อ.ท.ที่จะต้องนำทัพภาคอุตสาหกรรม(ปัจจุบันส.อ.ท.มีสมาชิก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม) ในวาระ 2 ปีนับจากนี้ จะต้องเผชิญความท้าทายและแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ซ้อนทับกันอย่างมีนัยสำคัญ
โจทย์แรกคือการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อไทยและโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันปัญหาซัพพลายเชนยังไม่คลี่คลาย โดยวัตถุดิบสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกและปุ๋ยยังขาดแคลน กดดันต้นทุนภาคการผลิตโดยตรง ซ้ำเติมด้วยแนวโน้ม GDP ไทยที่ปีนี้ล่าสุดสภาพัฒน์คาดว่า จะโตเพียง 1.5% ขณะที่ผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องตึงตัว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่อีกด้านยังต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามาแย่งตลาด เป็นตัวเร่งให้ปิดตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศยังเป็นระเบิดเวลาที่ต้องเร่งแก้ ทั้งค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญที่จะคาดจะก่อให้เกิดภัยแล้งที่ยืดเยื้อ จะกระทบภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอย่างหนัก ดังนั้นภารกิจสำคัญของประธานคนใหม่จึงไม่ใช่แค่ตั้งนโยบาย แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง







