
โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน
ส.อ.ท.เผยโรงงานปิดเพิ่ม 58% เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลภาคการผลิต การค้า ผู้ประกอบการเปราะบาง
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. เผยตัวเลขโรงงานปิดกิจการช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 58.43% ขณะที่โรงงานเปิดใหม่ลดลงกว่า 60% สะท้อนการชะลอตัวของการลงทุน
- วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 60% และราคาวัตถุดิบสำคัญปรับตัวสูงขึ้น 10-30%
- ต้นทุนที่สูงขึ้นสวนทางกับกำลังซื้อที่หดตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งคือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตช้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในไตรมาสแรกปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าของผู้ประกอบการอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอันดับ 11 ในปี 2567 ขยับมาอยู่อันดับ 7 ในปี 2568 ทำให้ไทยถูกจับตาภายใต้มาตรา 301 (Section 301)
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้มีการเจรจาหยุดยิง แต่ยังไม่สามารถเปิดด่านได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุปะทะระลอกใหม่ นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองภายในประเทศในช่วงการเลือกตั้งที่ยังมีความไม่แน่นอน ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่ 58.21% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 60% ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีโรงงานเลิกกิจการ 141 โรงงาน เพิ่มขึ้น 58.43% สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนใหม่ที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง
ในช่วงท้ายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นแตะระดับ 48.40 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม
ขณะเดียวกันภาคการผลิตยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ยิ่งซ้ำเติมภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ภายหลังช่วงพักรบ 14 วัน มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 100–120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับเพิ่มขึ้น
อีกทั้งหากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้เรือขนส่งผ่านได้ตามปกติ สถานการณ์ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และซ้ำเติมต้นทุนภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นไปอีก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 8–10% และกดดันอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากราคาสินค้าและบริการที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งเป็นภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงพร้อมกัน
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว บางอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ จึงมีแนวโน้มต้องปรับแผนหรือชะลอการผลิต ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญกับปัญหาราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุน
อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ และส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสินค้าสามารถสัญจรได้ตามปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และลดผลกระทบทั้งต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
แต่เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันที เนื่องจากภาคธุรกิจยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว การระบายสต็อกต้นทุนสูง รวมทั้งการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ จึงคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
และหากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ก็จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถประคองตัวได้ โดย กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2–1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2–3% ในปีนี้







