thansettakij
thansettakij
เปิดโรดแมปดิน-น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

เปิดโรดแมปดิน-น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

22 เม.ย. 69 | 17:00 น.

"ดร.สุมิตรา วัฒนา” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดโรดแมปการบริหารจัดการดิน - น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

KEY

POINTS

  • กรมพัฒนาที่ดินเตรียมรับมือภัยแล้งจาก "ซูเปอร์เอลนีโญ" โดยวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงและวางแผนจัดการน้ำเชิงพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรนอกเขตชลประทาน
  • เดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา เช่น การขุดสระน้ำขนาดเล็ก (บ่อจิ๋ว) โดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมจ่ายสมทบ เพื่อให้มีน้ำสำรองใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง
  • ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพควบคู่กับการวิเคราะห์ดินผ่าน "บัตรดินดี" และ "หมอดินอาสา" เพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ราคาสูง

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและภาคการส่งออกสินค้าเกษตรที่ผันผวน เกษตรกรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจกระทบประเทศไทยในปี 2569

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.สุมิตรา วัฒนา” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดโรดแมปการบริหารจัดการดินและน้ำ เพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยให้สามารถรับมือภัยแล้งซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรในช่วงราคาปุ๋ยพุ่งสูง โดยเน้นการใช้ทรัพยากรดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรอยู่รอดและไปต่อได้

 

 

เปิดโรดแมปดิน-น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

เจาะแผนรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ”

ดร.สุมิตรา กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งปี 2568/2569 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญ พบว่าปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงและเกิดฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า มีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งครอบคลุม 71 จังหวัด 793 อำเภอ 4,932 ตำบล รวมประมาณ 12.7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 3.95 ของพื้นที่ประเทศ แม้ภาพรวมยังไม่รุนแรงเท่าบางปีที่ผ่านมา แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่พึ่งพาน้ำฝน ซึ่งเสี่ยงต่อผลผลิตลดลง

 

ขุดบ่อจิ๋ว เกษตรกรจ่ายสมทบ

กรมพัฒนาที่ดินได้นำข้อมูล “พื้นที่แล้งซ้ำซาก” กว่า 68.4 ล้านไร่ ใน 73 จังหวัด มาวิเคราะห์และวางแผนเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแนะนำการปรับตัว เช่น การเลือกปลูกพืชใช้น้ำน้อย และการวางแผนใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ซึ่งกรมมีโครงการสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำรองใช้ในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง

 

เปิดโรดแมปดิน-น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

โดยการขุดสระน้ำในไร่นาบรรเทาผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตทางเกษตรได้โดยใช้น้ำจากสระน้ำในไร่นาและเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ ด้วยวิธีการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่เกษตรกรเป็นเจ้าของและมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เป็นโครงการที่เกษตรกรยื่นความประสงค์ขอรับการสนับสนุนแหล่งน้ำ และกรมพัฒนาที่ดินพิจารณาศักยภาพของพื้นที่ในการกักเก็บน้ำ และคุณภาพของน้ำ รวมทั้งความพร้อมของเกษตรกรในการกำหนดพื้นที่ขุดสระน้ำ และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินสมทบการขุดสระน้ำ บ่อละ 2,500 บาท

ทั้งนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2547 โดยตั้งแต่ปี 2548 – 2568 ได้ดำเนินการแล้วกว่า 749,000 บ่อ และในปี 2569 ตั้งเป้าดำเนินการเพิ่มอีกกว่า 19,000 บ่อ ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำใช้ สามารถปลูกพืชต่อเนื่อง และสร้างรายได้เสริม เช่น ปลูกผักรอบสระหรือเลี้ยงปลา ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงและซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน ซึ่งเน้นการจัดการน้ำทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในระดับลุ่มน้ำขนาดเล็ก พร้อมทั้งวางระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร ช่วยลดต้นทุนด้านการสูบน้ำ และทำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้ต่อเนื่องตลอดปี

ลุยจัดการดิน-น้ำแม่นยำ

อีกโครงการสำคัญคือ โครงการการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งระบบในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มการซึมผ่านและการกักเก็บน้ำในดิน ลดการชะล้างพังทลายของดิน และรักษาความชุ่มชื้นในดิน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่เกษตรในระยะยาว รวมถึงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติทางการเกษตร เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

และในระยะสุดท้ายคือ “การฟื้นฟู” กรมฯ ได้ส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้พืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินร่วมซุย อุ้มน้ำได้ดีขึ้น และเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มผลผลิตในระยะยาว และฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภาพรวม มาตรการทั้งหมดมุ่งเน้นให้เกษตรกร “มีดินดี มีน้ำใช้ และปรับตัวได้” สามารถทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาวะที่มีความเสี่ยงจากภัยแล้ง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรและคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรได้ในระยะยาว

ดัน “บัตรดินดี–ปุ๋ยชีวภาพ” ลดต้นทุน

ในภาวะที่ราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้น เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยปุ๋ยอินทรีย์กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมแนวทาง BCG Model สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ เช่น การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งมีกรดฮิวมิกและกรดอะมิโนสูง ช่วยให้พืชนำไปใช้ได้รวดเร็ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึง 30% ลดต้นทุน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

เปิดโรดแมปดิน-น้ำ พลิกเกมเกษตรไทย ฝ่าปุ๋ยแพง-แล้งซ้ำซาก 

“บัตรดินดี” ถูกพัฒนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามสุขภาพดิน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 200,000 ราย เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลดินย้อนหลังได้ผ่าน QR Code และมีแผนเชื่อมโยงกับโครงการปุ๋ยธงเขียว เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ระบบ Smart Soil Location ที่ช่วยประเมินสถานะดินและแนะนำการจัดการได้ทันที ลดขั้นตอนและทันต่อฤดูกาลผลิต

ขณะเดียวกัน ได้ขยายบริการวิเคราะห์ดินผ่านห้องแล็บ หน่วยเคลื่อนที่ และเครือข่าย “หมอดินอาสา” ที่มีชุดตรวจภาคสนาม รองรับการตรวจค่า pH และธาตุอาหารได้อย่างรวดเร็วรวมถึงการส่งเสริมจุลินทรีย์ พด.13 ชนิด ที่ช่วยปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร และควบคุมโรคพืช ซึ่งสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 20–50% และเพิ่มผลผลิตในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด

“การเข้าถึงข้อมูลดินและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้แม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงในระยะยาว และการใช้ปุ๋ยอย่างรู้จริงจากข้อมูลดิน ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ คือทางออกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านวิกฤตราคาปุ๋ยครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน” ดร.สุมิตรา กล่าวย้ำในตอนท้าย

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,194 วันที่ 23 - 25 เมษายน พ.ศ. 2569