
“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก
"สุริยะ"รัฐมนตรีเกษตรฯ คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ยกระดับภาคเกษตรทั้งระบบ รับมือวิกฤตโลก-ภูมิอากาศ เร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่ง พร้อมเดินหน้าเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศ 5 นโยบายหลักเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรไทย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data (เกษตรอัจฉริยะ) และการผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด (ตลาดนำการผลิต)
- สั่งการตั้ง “War Room” เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาวาระเร่งด่วน 6 ด้าน โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยแพง การบริหารจัดการน้ำ และการส่งออกสินค้าเกษตร
- เตรียมมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงโดยปรับสัดส่วนปุ๋ยเคมี-ชีวภาพและเจรจานำเข้า พร้อมเปิดช่องทางด่วน (Fast Lane) เพื่อเร่งรัดการส่งออกผลไม้สู่ตลาดโลก
ผู้สื่อข่าวรายงาน (8 เม.ย. 2569) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้มอบนโยบายต่อผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ อย่างเป็นทางการ ประกาศเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตรไทยครั้งใหญ่ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก หวังยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก สาระสำคัญระบุว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โดยเฉพาะพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง
นโยบายสำคัญที่เตรียมผลักดัน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำ Big Data, AI และเทคโนโลยีดิจิทัล มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร ผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาดมูลค่าสูงพัฒนาศักยภาพเกษตรกร เร่ง Reskill-Upskill พร้อมดันสหกรณ์เข้มแข็ง ตลาดนำการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตให้ตรงดีมานด์ ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด-ราคาตกต่ำ บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม สร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาว
พร้อมกันนี้ ได้สั่งตั้ง “War Room” ติดตาม 6 วาระเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาปุ๋ยและพลังงาน การส่งออกสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ ที่ดินทำกิน การสร้าง Smart Farmer และการแก้ปัญหา PM 2.5 จากภาคเกษตร ในด้านปุ๋ย เตรียมปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี-ชีวภาพเป็น 70:30 พร้อมเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ และสนับสนุนการผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพานำเข้า ขณะที่ด้านพลังงาน เตรียมผลักดันโซลาร์เซลล์ในภาคเกษตร ลดต้นทุนระยะยาว
"กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการนำเข้าและมาตรการเฝ้าระวังกรณีหากปุ๋ยขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศรัสเซียในรูปแบบข้อตกลงพิเศษ ประมาณ 2 ล้านตัน ตลอดจนจะช่วยแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยและส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.69)กับผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยเคมี และในช่วงสงกรานต์จะเดินทางบินไปประเทศรัสเซีย เจรจาหาปุ๋ยเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้เกษตรกรไทยมีปุ๋ยใช้เพียงพอ"
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย กระทรวงเตรียมเปิด “Fast Lane” ลดขั้นตอนเอกสาร เร่งระบายผลผลิต พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สร้างความเชื่อมั่นตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้กลไก “ทูตเกษตร” เปิดตลาดใหม่ในอินเดีย จีน แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมถึงดึงสหกรณ์เป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า
นายสุริยะ ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยจาก “เกษตรดั้งเดิม” สู่ “เกษตรมูลค่าสูงและยั่งยืน” โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือหลั “ทุกนโยบายต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และต้องตอบโจทย์พี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายทั้งหมดที่พูดมาวันนี้หาก ไม่มั่นใจ ไม่พูด ทำได้แน่นอน ที่ผ่านมานโยบายที่ผมทำในทุกกระทรวงทำได้หมด ถ้าติดอุปสรรคเราก็ต้องหาทางแก้และร่วมมือกันทุกฝ่าย
"ผมเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2538-2539 เข้ากระทรวงมาหลายครั้ง แต่ที่สำคัญคือกระทรวงเกษตรฯ มีความสำคัญต่อพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มรากหญ้าของประเทศ ผมมีความตั้งใจมาก และเชื่อมั่นจากประสบการณ์การเมืองกว่า 20 ปี ว่าจะบริหารจัดการได้"
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยความมั่นใจว่า การทำงานของตนได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทั้งจากทีมงาน คณะที่ปรึกษา และบุคคลมากประสบการณ์ทางการเมือง อาทิ นายอนุชา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
“ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับทุกท่าน เราจะทำงานภายใต้นโยบายของท่านสุริยะอย่างเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก พร้อมย้ำว่า แนวทางการขับเคลื่อนงานจะยึดปรัชญาสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการยกระดับภาคการเกษตรของไทย โดยเชื่อว่าหากสามารถขับเคลื่อนตลาดควบคู่กับการนำนวัตกรรมมาเสริมศักยภาพเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ด้านอื่น ๆ จะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ"
นายวัชระพล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ยังระบุว่า ตนให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนเป็นหลัก สอดคล้องกับแนวทางของนายสุริยะ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของ สส. ในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ทุกประเด็นปัญหาที่ สส. สะท้อนเข้ามา จะต้องได้รับการผลักดันและแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
“ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนในห้องนี้ คือความหวังของพี่น้องเกษตรกร เราจะร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรให้ก้าวหน้า เปรียบเสมือน ‘สุริยะ’ ที่เป็นแสงสว่าง นำพาความรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน” นายวัชระพลกล่าวทิ้งท้ายอย่างมุ่งมั่น
ปิดท้าย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กล่าวภายหลังการมอบนโยบายต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมรับฟัง พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ระบุว่า จากนี้ไปทุกหน่วยงานจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการลงพื้นที่ใกล้ชิดเกษตรกร รับฟังปัญหาอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลจริงมาปรับใช้ในการบริหารนโยบายให้ตรงจุด
“หลังจากนี้อาจต้องขอความร่วมมือทุกท่านทำงานหนักขึ้น กระชับพื้นที่กับเกษตรกร และรับฟังปัญหาให้มากขึ้น หากทุกท่านทำงานหนักเท่าไหร่ พวกเราทั้งฝ่ายรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยจะทำงานหนักยิ่งกว่า เพื่อเปิดกว้างและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงบทบาทของฝ่ายนโยบายที่จะเข้ามาเป็น “ฟันเฟือง” สนับสนุนการทำงานของทุกกรม ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้คล่องตัวมากขึ้น ลดอุปสรรคในการทำงาน และเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ทุกระดับ
นางสาวปิยะรัฐชย์ ยังกล่าวด้วยว่า การทำงานด้านเกษตรต้องครอบคลุมเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หรือยางพารา แต่ต้องดูแลเกษตรกรทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม
“เรามาทำงานเพื่อเกษตรกรทุกกลุ่ม เพราะหากเกษตรกรไทยไปต่อไม่ได้ ประเทศก็ไปต่อไม่ได้ ขอให้มั่นใจว่าเราจะไม่ทิ้งเกษตรกร เพราะเรามาจากประชาชน และหากไม่มีพวกท่าน ประเทศไทยก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ทั้งนี้ ยังส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าพบปะหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาเชิงลึก และร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตรให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป"







