thansettakij
thansettakij
“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

08 เม.ย. 69 | 05:06 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 06:02 น.

"สุริยะ"รัฐมนตรีเกษตรฯ คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ยกระดับภาคเกษตรทั้งระบบ รับมือวิกฤตโลก-ภูมิอากาศ เร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่ง พร้อมเดินหน้าเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศ 5 นโยบายหลักเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรไทย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data (เกษตรอัจฉริยะ) และการผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด (ตลาดนำการผลิต)
  • สั่งการตั้ง “War Room” เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาวาระเร่งด่วน 6 ด้าน โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยแพง การบริหารจัดการน้ำ และการส่งออกสินค้าเกษตร
  • เตรียมมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงโดยปรับสัดส่วนปุ๋ยเคมี-ชีวภาพและเจรจานำเข้า พร้อมเปิดช่องทางด่วน (Fast Lane) เพื่อเร่งรัดการส่งออกผลไม้สู่ตลาดโลก

ผู้สื่อข่าวรายงาน (8 เม.ย. 2569) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้มอบนโยบายต่อผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ อย่างเป็นทางการ ประกาศเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตรไทยครั้งใหญ่ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก หวังยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก  สาระสำคัญระบุว่า  ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โดยเฉพาะพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

นโยบายสำคัญที่เตรียมผลักดัน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำ Big Data, AI และเทคโนโลยีดิจิทัล มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร ผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาดมูลค่าสูงพัฒนาศักยภาพเกษตรกร เร่ง Reskill-Upskill พร้อมดันสหกรณ์เข้มแข็ง ตลาดนำการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตให้ตรงดีมานด์ ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด-ราคาตกต่ำ บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม สร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาว

พร้อมกันนี้ ได้สั่งตั้ง “War Room” ติดตาม 6 วาระเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาปุ๋ยและพลังงาน การส่งออกสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ ที่ดินทำกิน การสร้าง Smart Farmer และการแก้ปัญหา PM 2.5 จากภาคเกษตร ในด้านปุ๋ย เตรียมปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี-ชีวภาพเป็น 70:30 พร้อมเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ และสนับสนุนการผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพานำเข้า ขณะที่ด้านพลังงาน เตรียมผลักดันโซลาร์เซลล์ในภาคเกษตร ลดต้นทุนระยะยาว

"กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการนำเข้าและมาตรการเฝ้าระวังกรณีหากปุ๋ยขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศรัสเซียในรูปแบบข้อตกลงพิเศษ ประมาณ 2 ล้านตัน ตลอดจนจะช่วยแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยและส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.69)กับผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยเคมี และในช่วงสงกรานต์จะเดินทางบินไปประเทศรัสเซีย เจรจาหาปุ๋ยเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้เกษตรกรไทยมีปุ๋ยใช้เพียงพอ"

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย กระทรวงเตรียมเปิด “Fast Lane” ลดขั้นตอนเอกสาร เร่งระบายผลผลิต พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สร้างความเชื่อมั่นตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้กลไก “ทูตเกษตร” เปิดตลาดใหม่ในอินเดีย จีน แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมถึงดึงสหกรณ์เป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า

 

 

 

 

 

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

นายสุริยะ ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยจาก “เกษตรดั้งเดิม” สู่ “เกษตรมูลค่าสูงและยั่งยืน” โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือหลั “ทุกนโยบายต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และต้องตอบโจทย์พี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายทั้งหมดที่พูดมาวันนี้หาก ไม่มั่นใจ ไม่พูด ทำได้แน่นอน ที่ผ่านมานโยบายที่ผมทำในทุกกระทรวงทำได้หมด ถ้าติดอุปสรรคเราก็ต้องหาทางแก้และร่วมมือกันทุกฝ่าย

"ผมเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2538-2539 เข้ากระทรวงมาหลายครั้ง แต่ที่สำคัญคือกระทรวงเกษตรฯ มีความสำคัญต่อพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มรากหญ้าของประเทศ ผมมีความตั้งใจมาก และเชื่อมั่นจากประสบการณ์การเมืองกว่า 20 ปี ว่าจะบริหารจัดการได้"

 

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยความมั่นใจว่า การทำงานของตนได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทั้งจากทีมงาน คณะที่ปรึกษา และบุคคลมากประสบการณ์ทางการเมือง อาทิ นายอนุชา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก
“ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับทุกท่าน เราจะทำงานภายใต้นโยบายของท่านสุริยะอย่างเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก พร้อมย้ำว่า แนวทางการขับเคลื่อนงานจะยึดปรัชญาสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการยกระดับภาคการเกษตรของไทย โดยเชื่อว่าหากสามารถขับเคลื่อนตลาดควบคู่กับการนำนวัตกรรมมาเสริมศักยภาพเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ด้านอื่น ๆ จะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ"

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก
นายวัชระพล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ยังระบุว่า ตนให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนเป็นหลัก สอดคล้องกับแนวทางของนายสุริยะ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของ สส. ในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ทุกประเด็นปัญหาที่ สส. สะท้อนเข้ามา จะต้องได้รับการผลักดันและแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
“ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนในห้องนี้ คือความหวังของพี่น้องเกษตรกร เราจะร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรให้ก้าวหน้า เปรียบเสมือน ‘สุริยะ’ ที่เป็นแสงสว่าง นำพาความรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน” นายวัชระพลกล่าวทิ้งท้ายอย่างมุ่งมั่น

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก
ปิดท้าย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กล่าวภายหลังการมอบนโยบายต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมรับฟัง พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ระบุว่า จากนี้ไปทุกหน่วยงานจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการลงพื้นที่ใกล้ชิดเกษตรกร รับฟังปัญหาอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลจริงมาปรับใช้ในการบริหารนโยบายให้ตรงจุด
“หลังจากนี้อาจต้องขอความร่วมมือทุกท่านทำงานหนักขึ้น กระชับพื้นที่กับเกษตรกร และรับฟังปัญหาให้มากขึ้น หากทุกท่านทำงานหนักเท่าไหร่ พวกเราทั้งฝ่ายรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยจะทำงานหนักยิ่งกว่า เพื่อเปิดกว้างและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงบทบาทของฝ่ายนโยบายที่จะเข้ามาเป็น “ฟันเฟือง” สนับสนุนการทำงานของทุกกรม ให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้คล่องตัวมากขึ้น ลดอุปสรรคในการทำงาน และเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

“สุริยะ” ประกาศ 5 นโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ดัน AI-ตลาดนำการผลิต ตั้ง War Room แก้ปุ๋ยแพง-น้ำ-ส่งออก

นางสาวปิยะรัฐชย์ ยังกล่าวด้วยว่า การทำงานด้านเกษตรต้องครอบคลุมเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หรือยางพารา แต่ต้องดูแลเกษตรกรทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม
“เรามาทำงานเพื่อเกษตรกรทุกกลุ่ม เพราะหากเกษตรกรไทยไปต่อไม่ได้ ประเทศก็ไปต่อไม่ได้ ขอให้มั่นใจว่าเราจะไม่ทิ้งเกษตรกร เพราะเรามาจากประชาชน และหากไม่มีพวกท่าน ประเทศไทยก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ทั้งนี้ ยังส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าพบปะหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาเชิงลึก และร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตรให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป"