
สงครามเขย่าเกษตรไทย สศก.เผยดันต้นทุนปุ๋ย-อาหารสัตว์พุ่ง เร่ง 3 ฉากทัศน์รับมือจุดวิกฤต!
“พีรพันธ์” รองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ประเมินสงครามสหรัฐ-อิหร่านยื้อเกือบ 4 สัปดาห์ ต้นทุนน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ กระทบเกษตรกรเต็ม ๆ ขนส่งโลกปั่นป่วน สินค้าเสี่ยงเสียหาย เร่งทำฉากทัศน์ 3 ระดับ รับมือจุดวิกฤต
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง ทั้งค่าเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลและค่าขนส่งสินค้า
- ระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ทำให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นและการขนส่งล่าช้าลง ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรส่งออก
- มีความเสี่ยงที่ปัจจัยการผลิตนำเข้าที่สำคัญ เช่น ปุ๋ยและวัตถุดิบอาหารสัตว์ จะเกิดภาวะตึงตัวหรือขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคเกษตรและปศุสัตว์
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประเมินสถานการณ์สินค้าเกษตร ภายหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วง 3–4 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสอดคล้องกับการติดตามของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งพบว่าภาคเกษตรไทยได้รับผลกระทบใน 3 ประเด็นสำคัญ
- ประเด็นแรก คือ วิกฤตต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งค่าเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร การสูบน้ำ และค่าขนส่งสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ กระทบต่อกระแสเงินสดของเกษตรกร และอาจนำไปสู่การลดการใช้ปัจจัยการผลิต ซึ่งจะกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตในระยะถัดไป
- ประเด็นที่สอง คือ ระบบโลจิสติกส์และค่าระวางเรือ แม้ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงทั่วโลก ทำให้ค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น และระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกลุ่มสินค้าปริมาณมาก (Bulk) ที่ต้องส่งออกครั้งละจำนวนมาก จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรต่อหน่วยลดลง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่สินค้าเกษตรเน่าเสียง่าย เช่น ทุเรียน มีความเสี่ยงเสียหายจากการขนส่งที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาตู้คอนเทนเนอร์และตู้แช่เย็น (Reefer) กระจุกตัว จากความล่าช้าในการหมุนเวียนเรือในระบบโลจิสติกส์โลก
- ประเด็นที่สาม คือ ปัจจัยการผลิตนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยและวัตถุดิบอาหารสัตว์ มีแนวโน้มตึงตัว ไทยมีความเสี่ยงจากการนำเข้าที่อาจล่าช้า หรือจำเป็นต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทนตะวันออกกลาง ซึ่งหากปัจจัยการผลิตมาไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก หรือมีต้นทุนสูงขึ้น จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคปศุสัตว์และประมง โดยเฉพาะประมงทะเลที่ต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการรองรับ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการปุ๋ยแห่งชาติ ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินปริมาณปุ๋ยในประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการตรึงราคาสินค้าควบคุม 59 รายการ ซึ่งรวมถึงปุ๋ย
นอกจากนี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งให้ความรู้เกษตรกรในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกปริมาณ และถูกสูตร” โดยอิงตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนและการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น พร้อมส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการบำรุงพืช
ในส่วนของภาคประมง กรมประมงได้รับมอบหมายให้เตรียมมาตรการรองรับด้านน้ำมันเขียว ควบคู่กับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กรมปศุสัตว์ได้หารือกับสมาคมอาหารสัตว์ เพื่อประเมินและบริหารจัดการปริมาณวัตถุดิบไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยมีมาตรการด้านราคาจากกระทรวงพาณิชย์ดูแลควบคู่
อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงพาณิชย์ยังคงมาตรการตรึงราคายังดำเนินต่อเนื่องจะช่วยชะลอการปรับขึ้นของต้นทุนปัจจัยการผลิตกว่า 50 รายการ เนื่องจากสินค้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังเป็นสต็อกเดิมภายในประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำ “ฉากทัศน์” (Scenario) รองรับสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 หากสถานการณ์ยุติภายใน 4-6 สัปดาห์ จะคลี่คลายได้รวดเร็ว ระดับที่ 2 หากยืดเยื้อเกิน 6 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 4–6 เดือน และระดับที่ 3 หากยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น จำเป็นต้องมีมาตรการรองรับเข้มข้นมากขึ้น
ทั้งนี้ สศก. จะติดตาม “จุดวิกฤต” (Trigger Point) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีราคาน้ำมันปรับขึ้นแตะระดับ 120-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะต้องยกระดับมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วนต่อไป






