thansettakij
thansettakij
‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

17 เม.ย. 69 | 02:07 น.
อัปเดตล่าสุด :17 เม.ย. 69 | 02:20 น.

กระทรวงเกษตรฯ ชี้ชัดภัยแล้งฝังรากลึก เกิดซ้ำสูงสุดในรอบ 10 ปี ปี 69 สู้ศึก “เอลนีโญ” คาดพื้นที่เสี่ยงกว่า 12 ล้านไร่ ใน 71 จังหวัด กระทบพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ อีสาน-เหนือหนักสุด สทนช.-กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30% ห่วงนอกเขตชลประทานเสี่ยงขาดน้ำ แนะงดทำนาปรัง

KEY

POINTS

  • ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้ภาคเกษตรไทยเผชิญความเสี่ยงภัยแล้ง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568/2569 จะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบราว 12.7 ล้านไร่
  • ภาวะแล้งมีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนานไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า (พ.ศ. 2570) เนื่องจากปริมาณฝนจะตกน้อยกว่าค่าปกติ
  • พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูงสุด ทำให้ภาครัฐต้องวางแผนกักเก็บน้ำในเขื่อนอย่างเข้มงวด และอาจมีมาตรการลดการทำนาปรัง

วิกฤตภัยแล้งของไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ปัญหาชั่วคราว” เป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” หลังข้อมูลล่าสุดชี้ชัด พื้นที่แล้งซ้ำซากขยายวงกว้างทั่วประเทศ ท่ามกลางสัญญาณเอลนีโญที่อาจยืดเยื้อ กระทบทั้งน้ำ ต้นทุน และความอยู่รอดของภาคเกษตรในระยะยาว

 นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลการจัดทำแผนที่พื้นที่แล้งซ้ำซากทั่วประเทศว่า พบพื้นที่เกษตรกรรมเสี่ยงภัยแล้งสะสมสูงถึง 68.44 ล้านไร่ ครอบคลุม 73 จังหวัด 580 อำเภอ และ 3,703 ตำบล สะท้อนวิกฤตทรัพยากรน้ำที่กระทบภาคเกษตรไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะปีนี้ไทยเข้าสู่สถานการณ์เอลนีโญ รายงานระบุว่า ความแห้งแล้งจากภาวะขาดน้ำ จากฝนทิ้งช่วงหรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ดินสูญเสียความชุ่มชื้น สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่และทุกฤดูกาลขณะที่ภัยแล้งด้านการเกษตรส่งผลโดยตรงต่อพืช ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้จำแนก “พื้นที่แล้งซ้ำซาก” ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 แล้งซ้ำซากรุนแรง เกิดมากกว่า 6 ครั้งในรอบ 10 ปี ระดับ 2 แล้งบ่อย เกิด 4–5 ครั้งในรอบ 10 ปี และระดับ 3 แล้งเป็นครั้งคราว ไม่เกิน 3 ครั้งในรอบ 10 ปี โดยการจัดทำแผนที่ดังกล่าวใช้การวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลภาคสนามและความเห็นผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาปัจจัยหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยคงที่ เช่น พื้นที่ชลประทาน ระยะห่างแหล่งน้ำ ความสามารถอุ้มน้ำของดิน ความลาดชัน และปัจจัยผันแปร เช่น ปริมาณน้ำฝนรายปี และรูปแบบการใช้ที่ดิน

 

อีสานนำแล้งซ้ำซาก กว่า 27 ล้านไร่

 

‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

สำหรับผลการวิเคราะห์พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่แล้งซ้ำซากมากที่สุดกว่า 27.25 ล้านไร่รองลงมาคือภาคเหนือ 25.74 ล้านไร่ ขณะที่ภาคกลางมี 10.46 ล้านไร่ ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่า  ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรดินชี้ว่า พื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภัยแล้งซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ดินระบายน้ำดีหรือมีความลาดชันสูง ซึ่งทำให้น้ำไหลออกเร็ว ไม่สามารถกักเก็บความชื้นได้ ขณะที่การใช้ที่ดินปลูกพืชที่ต้องการน้ำสูงในพื้นที่ฝนน้อย ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น หากไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม

กรมพัฒนาที่ดิน ย้ำว่า ฐานข้อมูลแผนที่แล้งซ้ำซากดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ การเลือกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และกำหนดนโยบายรับมือภัยแล้งในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพภาคเกษตรของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดย “พื้นที่แล้งซ้ำซาก” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

กางแผนรับมือปี 69 เสี่ยง 12 ล้านไร่

นางสาวสุมิตรา กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งของกรมพัฒนาที่ดิน ในช่วงปี 2568/2569 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ พบว่าภัยแล้งเกิดจากฝนตกน้อยหรือฝนทิ้งช่วง ทำให้น้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน ยังมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ข้อมูลล่าสุด (ปี 2568/2569) พบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งครอบคลุม 71 จังหวัด 793 อำเภอ 4,932 ตำบล หรือประมาณ 12.7 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 3.95 ของพื้นที่ประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับอดีต ภาพรวมปีนี้ยังไม่รุนแรงมาก แต่ยังต้องเฝ้าระวังในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งอาจมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกส่งผลให้พืชเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือผลผลิตลดลง

‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

“เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด กรมฯ ได้เดินหน้า ‘โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน’ หรือ ‘บ่อจิ๋ว’ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าขุดสระน้ำตามความจำนงเกษตรกรเกือบ 20,000 บ่อ เพื่อสำรองน้ำใช้ช่วงฝนทิ้งช่วง โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการแล้วกว่า 749,000 บ่อทั่วประเทศ”

นอกจากนี้ กรมฯ ยังยกระดับสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงระบบในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยวางระบบกระจายน้ำจากแหล่งน้ำหลักสู่แปลงเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ 2,000–3,000 ไร่ต่อแห่ง พร้อมติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนสูบน้ำ และเตรียมถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลต่อ เพื่อความยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณกว่า 700–800 ล้านบาท

ฝนน้อย-แล้งยาวถึงกลางปีหน้า

‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ฤดูแล้งปี 2569 จะสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายนนี้ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังไม่มีการประกาศภัยแล้ง และคาดว่าจะไม่ประกาศ เนื่องจากปริมาณฝนปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี

อย่างไรก็ตาม ปีนี้แนวโน้มฝน “ต่ำกว่าค่าปกติ” จากอิทธิพลเอลนีโญ ทำให้ต้องปรับแผนบริหารจัดการน้ำใหม่ เน้นกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ และชะลอการระบายน้ำเพื่อสำรองใช้ระยะยาว รองรับฤดูแล้งต่อเนื่องถึงปี 2570 ที่คาดว่าจะร้อนจัดและแห้งแล้งรุนแรง เขื่อนหลัก เช่น แม่งัดสมบูรณ์ชล แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ จะถูกบริหารจัดการอย่างเข้มงวด ภายใต้แนวคิด “ไม่กลัวน้ำท่วม แต่กลัวไม่มีน้ำใช้” เพื่อรักษาระดับน้ำต้นทุน

ทั้งนี้ เอลนีโญมีแนวโน้มยืดเยื้อถึงต้นฤดูฝนปีหน้า โดยเฉพาะช่วง พ.ค.–ส.ค. 2570 ที่ฝนอาจยังน้อยส่งผลให้ไทยต้องบริหารจัดการน้ำยาวเกือบ 10 เดือน ภายใต้ต้นทุนน้ำที่ลดลง สทนช.จึงตั้งศูนย์เฝ้าระวังเอลนีโญ ติดตามสถานการณ์รายเดือน ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตชลประทาน พร้อมสั่งการคณะกรรมการลุ่มน้ำทั่วประเทศสำรวจพื้นที่เสี่ยง และรายงานภายในวันที่ 23 เมษายนนี้

สั่งทุกเขื่อนเก็บน้ำให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมฝนจะน้อย แต่ช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายนยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะเกิดน้ำส่วนเกิน โดย สทนช. มีแผนเก็บน้ำเข้าสู่เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบลำน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

สำหรับลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลมีแผนดำเนินการ “Channel Storage” หรือการกักเก็บน้ำในลำน้ำ โดยจะปิดประตูน้ำช่วงปลายฤดูฝนเพื่อรักษาระดับน้ำ พร้อมเร่งสูบน้ำเข้าสระเก็บน้ำ ของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อให้มีน้ำสำรองเพียงพอ พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โซนตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงไปถึงประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง

จับตาขอลด-งดทำนาปรัง

สถานการณ์ฝนปีนี้มีลักษณะใกล้เคียงปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่ฝนน้อยมาก หลังอุทกภัยใหญ่ปี 2554 โดยปกติประเทศไทยมีช่วงฝน 6 เดือนเพื่อเก็บน้ำใช้ในอีก 6 เดือน แต่ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้เพียง 20–30% ขณะที่ความต้องการใช้น้ำยังสูง

“เมื่อเรามีน้ำน้อย ก็ต้องใช้น้ำน้อยลง” นายไพฑูรย์กล่าว พร้อมระบุว่า อาจจำเป็นต้องมีมาตรการลดการทำนาปรัง หรือปรับลดพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้ง เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต

ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยห่วงนอกเขตชลประทาน

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน ระบุว่า สถานการณ์ฝนปีนี้ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะความเสี่ยง “ฝนทิ้งช่วง” ในช่วงมิถุนายน–กรกฎาคม จากอิทธิพลเอลนีโญที่อาจทำให้ปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยมีน้ำต้นทุนราว 60% รองรับ 4 เดือนข้างหน้า แต่บางพื้นที่ยังน่าห่วง เช่น อีสานตอนล่าง โดยเฉพาะนครราชสีมาที่มีน้ำเพียงราว 40%เพียงพออุปโภคบริโภค แต่ภาคเกษตรยังต้องพึ่งน้ำฝนเป็นหลัก

‘เอลนีโญ’ ซัดภาคเกษตร 12 ล้านไร่ เสี่ยงแล้งยาวถึงปีหน้า

พื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งมีแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงมากที่สุด กรมชลประทานจึงแนะให้เกษตรกรรอฝนเป็นหลัก ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 ทุ่งท้ายเจ้าพระยา และทุ่งบางระกำ รวม 1 ล้านไร่ ที่ได้ส่งน้ำล่วงหน้าเพื่อเร่งเพาะปลูกก่อนน้ำหลาก

ทั้งนี้ คาดว่าภัยแล้งปีนี้จะคลี่คลาย ปลายเมษายน แต่ยังต้องติดตามปริมาณ ฝนอย่างใกล้ชิด หากฝนน้อยและไม่เติมน้ำเข้าอ่าง อาจกระทบต้นทุนน้ำในปีถัดไป โดยเฉพาะหากเอลนีโญยืดเยื้อ อาจทำให้เกิดฝนน้อยต่อเนื่อง 2 ปี เสี่ยงลุกลามเป็นวิกฤตน้ำในช่วงปี 2571–2572 กรมชลประทานจึงเน้นบริหารจัดการน้ำแบบ “มองข้ามช็อต” เพื่อลดผลกระทบระยะยาวต่อภาคเกษตรและการใช้น้ำของประชาชน

 

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,193  วันที่ 19 - 22 เมษายน พ.ศ. 2569