
วงการเบรก 'สุริยะ' ดีลซื้อปุ๋ยรัสเซีย ชี้ต้นทุนแพง -มาช้า-ขายยาก ผวาติดดอย
โรงงานปุ๋ยเปิดเบื้องลึก "สุริยะ" ดีลปุ๋ยรัสเซีย ชี้เป็นไปได้ยาก เหตุระยะทางไกลขนส่งนาน 60 วัน ไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก แถมเป็นปุ๋ยผง เกษตรกรใช้ยาก หวั่นสงครามจบราคาดิ่งทำเอกชน “ติดดอย” ขาดทุนสต็อก เผยสต็อกในประเทศยังพอใช้ มีเรือจ่อคิวเข้าอีก 5 ลำ แนะรัฐเร่งเจรจาเปิดทางเรือติดช่องแคบฮอร์มุซเห็นผลเร็วกว่า
KEY
POINTS
- ต้นทุนนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียสูงกว่าปกติเท่าตัว และใช้เวลาขนส่งนานถึง 45-60 วัน ซึ่งอาจมาไม่ทันฤดูเพาะปลูก
- ปุ๋ยส่วนใหญ่จากรัสเซียเป็นแบบผง (Prill) ซึ่งไม่เป็นที่นิยมและใช้งานยากสำหรับเกษตรกรไทยที่คุ้นเคยกับปุ๋ยแบบเม็ด
- ภาคเอกชนกังวลความเสี่ยงขาดทุนสต็อก หรือ “ติดดอย” หากสั่งซื้อปุ๋ยราคาแพงมาแล้วราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง
แหล่งข่าวผู้นำเข้าปุ๋ยเคมี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง ผลการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงกระทรวงฯ โดยแนวทางมีลักษณะที่ภาครัฐพยายามเปิดทางให้ภาคเอกชนได้เจรจาซื้อขายกันเองเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยที่อาจกระทบต่อภาคการเมือง อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาในรายละเอียดพบว่าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซียส่วนใหญ่เป็นแบบ Prill (พริว) หรือแบบผง ซึ่งมีปัญหาในการใช้งานเนื่องจากเกษตรกรไทยคุ้นชินกับปุ๋ยแบบเม็ด (Granular) มากกว่า และหากนำมาหว่านจะปลิวไปตามลมได้ง่าย
"อุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการนำเข้า 2 ล้านตันเป็นไปได้ยากในขณะนี้ คือ ระยะเวลาการขนส่ง โดยการนำเข้าจากรัสเซียต้องใช้เวลาถึง 45-60 วัน ขณะที่การนำเข้าจากแหล่งปกติอย่างตะวันออกกลาง (ช่องแคบฮอร์มุซ) ใช้เวลาเพียง 13 วันเท่านั้น หากสั่งซื้อตอนนี้ปุ๋ยจะมาถึงไทยในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งถือเป็นช่วงปลายฤดูเพาะปลูกแล้ว ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากและอาจไม่ทันต่อความต้องการของเกษตรกร"
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของต้นทุน ที่สูงกว่าปกติเท่าตัวเนื่องจากระยะทางที่ไกลกว่า และความเสี่ยงด้านสถานการณ์สงคราม โดยโรงงานผลิตปุ๋ยในรัสเซียหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการสู้รบกับยูเครน เช่น โรงงานแอมโมเนียที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ทำให้กำลังการผลิตปุ๋ยแบบเม็ดใหญ่ยังมีน้อย อย่างไรก็ดีทางภาคเอกชนได้สะท้อนว่า ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงหากตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยราคาสูงจากรัสเซียในปริมาณมาก
“หากเราซื้อมาแล้วจู่ๆ สงครามยุติ ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกกลับมาลดลงตามปกติ ผู้ผลิตที่นำเข้ามาก็จะประสบปัญหา ‘ติดดอย’ หรือขาดทุนสต็อกทันที”แหล่งข่าวระบุ
สำหรับสถานการณ์ปุ๋ยในประเทศปัจจุบัน ยืนยันว่าเกษตรกรยังมีใช้เพียงพอ เนื่องจากผู้ผลิตได้ระบายสินค้าลงสู่ร้านค้าตั้งแต่ต้นปีในลักษณะ "ฝากโกดัง" และขณะนี้มีเรือบรรทุกปุ๋ยอีก 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตัน (มี 2 บริษัทผู้นำเข้ายูเรียรายใหญ่ 3 ลำ และบริษัทที่เคยเข้าร่วมประมูลปุ๋ยยางพารา กยท. 2 ลำ) ที่รอเดินทางเข้ามาในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งเป็นจังหวะที่ฝนมาพอดี ซึ่งในที่ประชุมได้มีการเสนอให้ภาครัฐเร่งประสานงานและเจรจาเพื่อปล่อยเรือปุ๋ย 5 ลำที่ติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซให้เดินทางออกมาได้ ซึ่งจะเป็นทางออกที่รวดเร็วและเห็นผลทันทีมากกว่าการไปเริ่มกระบวนการสั่งจากรัสเซีย
รวมไปถึงการเจรจาหาช่องทางนำเข้าจากประเทศอื่นๆ เช่น อิหร่าน โอมาน หรือกาตาร์ แม้ว่าอิหร่านจะติดปัญหาเรื่องมาตรการคว่ำบาตร แต่ในทางปฏิบัติสามารถบริหารจัดการผ่านประเทศที่สาม เช่น กาตาร์ เพื่อระบุแหล่งกำเนิดสินค้าใหม่ (Origin) ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการหลายรายทำอยู่
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการพร้อมรับนโยบายรัฐบาล แต่ต้องพิจารณาจากราคานำเข้าที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตจนเกินไป โดยบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอาจช่วยรับซื้อในปริมาณที่พอเหมาะรายละ 1,000-1,200 ตัน เพื่อกระจายความเสี่ยงหากสถานการณ์ตลาดโลกเปลี่ยนแปลง







