
เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง
สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ภาคส่วนสำคัญทั้งการผลิต, ส่งออก, เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวชะลอตัวพร้อมกัน
- ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น กดดันให้กำลังการผลิตลดต่ำลง โรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้น และคาดการณ์ว่าจีดีพีไตรมาสแรกอาจเติบโตต่ำกว่า 2%
- ภาคเอกชนปรับลดเป้าการเติบโตเศรษฐกิจทั้งปีลงเหลือ 1.2-1.6% และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หากความขัดแย้งยืดเยื้อ
สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน
แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง กดภาคผลิต-ส่งออก-กำลังซื้ออ่อนแรงพร้อมกัน สะท้อนผ่านกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% และโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงัน” หากความขัดแย้งยืดเยื้อ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการหยุดยิง แต่ด่านการค้ายังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ และยังมีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะซ้ำ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยในภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 58.21% ต่ำกว่าระดับ 60% ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% จากปีก่อน แต่โรงงานปิดกิจการเพิ่มเป็น 141 โรง หรือเพิ่มขึ้น 58.43%
“ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”
- จีดีพี Q1 แนวโน้มต่ำกว่า 2%
ช่วงปลายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%
นายเกรียงไกรระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังช่วงพักรบ 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับขึ้น
ขณะเดียวกัน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ต้นทุน และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นราว 8–10% ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังประชาชนโดยตรง สะท้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอลง
อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลง และทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคธุรกิจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบายสต็อกต้นทุนสูง และรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2569 (ณ เม.ย. 2569) จะขยายตัวในกรอบ 1.2–1.6% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2–3% โดยการฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
- ส่งออก มี.ค.แผ่ว-เลวร้ายทั้งปี -3%
ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. - ก.พ.) มีมูลค่า 61,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และการขยายตัวของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทยจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และปัจจัยด้านฤดูกาล
ขณะที่ปัจจัยลบมาจากแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า อาทิ ข้าว สินค้าเกษตรและอาหารอื่น ๆ
สำหรับแนวโน้มเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวลดลง เนื่องจากค่าระวางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2569 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีดีที่สุด จะขยายตัวได้ 1.1% กรณีฐาน/กลางจะติดลบ -1.0% และกรณีต่ำสุดหรือแย่สุด จะติดลบ -3.0%
- Q2 ผันผวนหนัก-SMEเสี่ยงหยุดผลิต
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1 เผชิญต้นทุนและค่าครองชีพพุ่ง ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกเข้มงวด ผลิตเท่าที่จำเป็นหรือผลิตตามออร์เดอร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ บางรายขึ้น 20-40% ขณะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนเอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีความเสี่ยงธุรกิจปิดกิจการหรือหยุดผลิต
แนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวนสูง มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขยายการผลิต เนื่องจากกังวลกำลังซื้อไม่รองรับและไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ตัดโอที และผลิตตามกรอบที่จำกัดเพื่อประคองธุรกิจ
- บีโอไอ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นวิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับสู่ฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัย หลังบริษัทข้ามชาติเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว
บีโอไอชี้ว่าไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด ห่วงโซ่อุปทาน (ฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ 70-80% ของโลก และแผ่นวงจรอันดับ 1 ในอาเซียน) และศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub
ทั้งนี้ เตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ เดินหน้ามาตรการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องพร้อมเร่ง Localization ผลักดันยุทธศาสตร์ Semiconductor ครบวงจร และออกหลักเกณฑ์ Direct PPA รองรับการลงทุน Data Center และ AI โดยตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์
- สศก. จ่อปรับลดจีดีพีเกษตร
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ในปี 2569 เดิมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร (จีดีพีภาคการเกษตร) มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2–3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% จากแรงหนุนด้านทรัพยากรน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่เวลานี้ต้องปรับใหม่ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย
โดยในช่วงปี 2566–2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าเฉลี่ย 405,322 ล้านบาท เป็นสินค้าเกษตร 70,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.28 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตกระป๋อง ยางธรรมชาติ อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ และอาหารสุนัขหรือแมว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้นและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง รวมถึงกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย
- ททท.หดเป้าต่างชาติเที่ยวไทย
ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด (ณ 14 เม.ย. 2569) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 12 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10.36 ล้านคน ลดลง 2.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาทจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,659,777 คน มาเลเซีย 1,093,636 คน รัสเซีย 792,629 คน อินเดีย 712,913 คน และเกาหลีใต้ 439,277 คน
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุด กรณี Best Case - สงครามยุติเร็ว 1-3 เดือน ตลาดระยะไกลฟื้น นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมาไทย ทำให้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 32-33 ล้านคน ลดลง 16% และกรณี Worst Case - สงครามยืดเยื้อ ค่าตั๋วพุ่ง น่านฟ้าปิด จะอยู่ที่ 27-29 ล้านคน หดตัว 25% จากเป้าหมาย 35-36.7 ล้านคน
- อสังหาฯ ชะลอลงทุน-เร่งระบายสต็อกเก่า
ส่วนนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และนายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน กระทบธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงและวัสดุผันผวนโครงการใหม่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น 5-10% ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนและสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้การลงทุนใหม่เสี่ยงไม่คุ้มและอาจกลายเป็นภาระสต็อก
ทางออกไตรมาส 2 ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ หันเร่งระบายสต็อกเดิม โดยอนันดาฯ มีสต็อกรอขาย 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รองรับทั้งลูกค้าตะวันออกกลางและคนไทย ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1 ลดลง 5-10% สะท้อนตลาดชะลอตัวชัดเจน







