
คนไทยอ่วม! แบกเพิ่มต้นทุนชีวิต 3.3 พันบาท/เดือน ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง-ก่อสร้าง กระอักถ้วนหน้า
น้ำมันแพงติดลมบน ซ้ำเติมต้นทุนชีวิตคนไทยพุ่งเฉลี่ยกว่า 3,300 บาทต่อเดือน กำลังซื้อหด เงินเฟ้อจ่อแตะ 5-6% นักวิชาการชี้ “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” รับผลกระทบหนักสุด ก่อสร้างแบกอ่วมต้นทุน จี้รัฐขยายอายุสัญญา-คืนค่า K เที่ยวในประเทศหงอย
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ค่าครองชีพของคนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 3,300 บาทต่อเดือน ทำให้กำลังซื้อหดตัวลงอย่างชัดเจน
- ชาวนาเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 บาทต่อรอบการผลิต (18 ไร่) ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องหยุดทำนา
- ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานยังลามไปถึงกลุ่มอาชีพอื่น เช่น แรงงานนอกระบบ ภาคขนส่ง และภาคก่อสร้าง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 5-6%
น้ำมันแพงติดลมบน ซ้ำเติมต้นทุนชีวิตคนไทยพุ่งเฉลี่ยกว่า 3,300 บาทต่อเดือน กำลังซื้อหด เงินเฟ้อจ่อแตะ 5-6% นักวิชาการชี้ “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” รับผลกระทบหนักสุด ก่อสร้างแบกอ่วมต้นทุน จี้รัฐขยายอายุสัญญา-คืนค่า K เที่ยวในประเทศหงอย ธุรกิจร้านอาหารลดโอที คนตกงานเพิ่ม ชี้แรงกว่าโควิด
แรงกระแทกราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 กำลังส่งผ่านผลกระทบไปยังทุกมิติของเศรษฐกิจไทย ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาดีเซลขยับจาก 29.94 บาทต่อลิตร ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สู่ระดับกว่า 50 บาทต่อลิตรก่อนหน้านี้(ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 44 บาท)บัน กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่ม “แผ่ว” ลงอย่างชัดเจน
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับขึ้นของราคาดีเซลกว่า 68% ในช่วงเวลาอันสั้นก่อนหน้านี้(จากระดับ 29.94 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 50 บาทต่อลิตร) ได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และกำลังผลักต้นทุนชีวิตของคนไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- แบกเพิ่มค่าครองชีพ 3,300 บาท/เดือน
จากการประเมินผลกระทบ พบว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก 1% จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเฉลี่ย 0.2% เมื่อราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 68% จึงทำให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นราว 14% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,317 บาทต่อเดือน ภายใต้รายได้เฉลี่ย 29,030 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้เงินคงเหลือก่อนหักหนี้ลดลงจาก 5,335 บาท เหลือเพียง 1,118 บาท หรือลดลงกว่า 4,200 บาท สะท้อนกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับเดิม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนไทยจำนวนมากต้องเผชิญภาวะ "รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายพุ่ง" ส่งผลให้ไม่สามารถลดภาระหนี้ และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะหนี้เรื้อรังมากขึ้น
- “ชาวนา-แรงงาน-ขนส่ง” เจ็บหนักสุด
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกกลุ่มอาชีพ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ เกษตรกร แรงงานนอกระบบ และภาคขนส่ง ซึ่งในภาคเกษตร โดยเฉพาะชาวนา ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากทั้งราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อไร่เพิ่มขึ้น 562.7 บาท จาก 4,833 บาท เป็น 5,395.7 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11% หากคิดการทำนา 18 ไร่ต่อรอบ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,128 บาท
ขณะเดียวกัน ชาวนายังต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอีกเดือนละกว่า 3,317 บาท ทำให้ตกอยู่ในภาวะ “ต้นทุนสูง-รายได้ลด” หรือที่เรียกว่า “สภาพแซนวิช” เสี่ยงขาดทุนทั้งระบบ
ด้านแรงงานนอกระบบ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และไรเดอร์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 118 บาทหรือสัปดาห์ละ 829 บาท หรือเดือนละ 3,317 บาท ส่งผลโดยตรงต่อรายได้สุทธิที่ลดลง
อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว และประชาชนทั่วไปที่พึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ โดยข้อมูลพบว่า รถยนต์ดีเซลมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยราว 90 ลิตรต่อเดือน ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากประมาณ 2,694 บาท เป็น 4,548 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,854 บาทต่อเดือน สะท้อนภาระต้นทุนการเดินทางที่พุ่งขึ้นทันทีตามราคาน้ำมัน
ขณะที่ผู้ใช้รถโดยสาร เรือด่วน และเรือคลองแสนแสบ แม้ค่าโดยสารจะถูกควบคุม แต่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นราว 10% ส่งผลให้ค่าเดินทางเพิ่มจาก 1,100 บาท เป็น 1,210 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 110 บาท ซึ่งแม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกับค่าครองชีพด้านอื่นที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่นลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนผู้ประกอบการค้าปลีกและพ่อค้าแม่ค้า ต้องเผชิญต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ทำให้รายได้หดตัว กลายเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
- เงินเฟ้อจ่อ 5-6% สินค้า-ขนส่งขึ้นแรง
แรงกดดันจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหมวดอาหารที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 12-18% และหมวดขนส่งที่เพิ่มขึ้น 15-25% ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างและบริการได้รับผลกระทบในระดับรองลงมา โดยเพิ่มขึ้น 3-12% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ที่ 4.9-5.8% แรงเงินเฟ้อดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะถัดไป
- ชาวนากระอักหยุดทำนาชั่วคราว
สอดคล้องกับ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่เผยว่า จากราคาน้ำมันดีเซลก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับเกือบ 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนของชาวนา ทั้งค่ารถไถนา ค่าสูบน้ำ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเกี่ยวข้าว ค่าขนส่ง และค่าอื่น ๆ พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาเดิมเคยเฉลี่ยที่ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ เวลานี้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 7,000 บาทต้น ๆ ต่อไร่ ยอมรับว่าตอนนี้ชาวนาเริ่มไปไม่ไหว
“เวลานี้ชาวนาในหลายพื้นที่ได้หยุดทำนา เพราะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมากไม่ไหว ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่ได้ผลผลิตไม่ถึง 1 ตันต่อไร่ ขายได้แค่ 5,000-6,000 บาทต่อตัน ทั้งนี้ผมขอรัฐบาลเร่งด่วนใน 5 เรื่องคือ 1. ราคาน้ำมัน 2. ราคาปุ๋ยและยาที่ต้องลดลง 3. มีแหล่งน้ำเพียงพอ 4. มีเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร และ 5. ราคาข้าวชาวน่าต้องอยู่ได้ และมีกำไรบ้าง” นายปราโมทย์ กล่าว
- คนไทยจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มวันละ 1.4 พันล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งจากระดับประมาณ 30บาทต่อลิตรก่อนช่วงเกิดสงคราม เพิ่มเป็น 50 บาทต่อลิตร (+68%) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มทันที
ผู้ประกอบการระบุ ค่าขนส่งเพิ่ม 20-40% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น หมู ไข่ น้ำมันปาล์ม และเครื่องปรุง ปรับขึ้นเฉลี่ย 10-30% ขณะที่ร้านอาหารรายย่อย เช่นร้านขายข้าวแกง และร้านอาหารตามสั่งจำเป็นต้องขึ้นราคา 5-10 บาทต่อจาน หรือปรับลดปริมาณเพื่อประคองยอดขาย ด้านผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เผชิญแรงกดดันหนัก เหตุค่าอาหารกินสัดส่วนรายได้สูง ทำให้เริ่มลดการบริโภค และหันไปเลือกสินค้าราคาถูกลง ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมอ่อนตัว
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพียง 1 เดือน ทำให้ประชาชนแบกรับภาระเพิ่มค่าน้ำมันราว 1,400 ล้านบาทต่อวัน หรือ 42,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ในทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นต่อลิตร จะดันเงินเฟ้อสูงขึ้นราว 0.3%
- คนรากหญ้าอ่วมควักจ่ายเพิ่ม
แหล่งข่าวร้านโชห่วยรายหนึ่ง ย่านบางกะปิ เผยว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นในครั้งนี้กระทบมาก เพราะมีการปรับราคาในหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม เบียร์ ของใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งร้านค้าเองก็ได้รับผลกระทบ ประชาชนเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะสินค้าบางประเภทขาดแคลน ไม่มีจำหน่าย หรือมีจำหน่ายก็ราคาสูงขึ้น เช่น ถุงพลาสติก น้ำดื่ม น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันปาล์ม
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ได้ของเท่าเดิม ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ที่น้ำมันราคาแพง ของขาดตลาด เนื้อหมู เนื้อไก่ราคาสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมทำให้ร้านค้าต่างๆ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องปรับราคาสินค้าขึ้นไปอีก กระทบกับประชาชนเพิ่มขึ้นอีก
ด้านร้านอาหารตามสั่ง “เจ๊เกศ” กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนขึ้นจำนวนมาก จากเดิมที่ซื้อของเข้าร้านทุกวันเฉลี่ย 5,000-6,000 บาท วันนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 7,000-8,000 บาท ขณะที่รายได้ที่เข้ามายังเฉลี่ย 10,000-11,000 บาทเท่าเดิม หากหักค่าแรงแม่ค้าไปก็แทบไม่เหลือกำไรแล้ว ทำให้ร้านค้าเองก็อยู่ไม่ได้ หากไม่ปรับราคาขึ้น ซึ่งวันนี้ร้านเองยอมรับว่า ต้องปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อเมนู เช่น ข้าวผัดกระเพราไก่ จาก 45 บาท/กล่อง เป็น 50 บาท/กล่อง หากสั่งไข่ดาวเพิ่มก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท เป็นต้น
- รับเหมาปาดเหงื่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับยกแผง
ด้านภาคก่อสร้างได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีผลต่อต้นทุนค่าก่อสร้างพุ่งสูงจากราคาน้ำมัน โดยนางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่าผลพวงสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งสภาพคล่องที่มีจำกัด สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับราคาต่อเนื่องตามต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายขอคำปรึกษาว่าจะรับงานต่อไปดีหรือไม่
ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ยางมะตอยและ Asphalt Concrete ปรับขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า, เหล็กเส้น ปรับเพิ่มประมาณ 4–4.5 บาท/กิโลกรัม(กก.) จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ราคา 19-20 บาท/กก. ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 บาท/กก. (ยังไม่รวมค่าขนส่ง) โดยราคาเปลี่ยนแปลงแทบรายวัน บางช่วงโรงงานงดเสนอราคา, ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ (Ready-mix) ปรับขึ้น 300-450 บาท/ลบ.ม. จากเฉลี่ย 2,300 บาท เป็นประมาณ 2,700 บาท/ลูกบาศก์เมตร ส่วนสีทาอาคาร (สีน้ำ) ปรับขึ้นราว 30%, สีน้ำมัน ปรับขึ้นราว 40% และ วัสดุก่อสร้างอื่นๆ ปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 15%
- ต้นทุนขนส่งพุ่ง กระทบซัพพลายเชน
ขณะที่ค่าขนส่งรถเทรลเลอร์ 30 ตัน ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 78,000 บาท/เที่ยว เส้นทางเกาะสมุยแตะ 90,000 บาท/เที่ยว หรือปรับเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท/เที่ยว ขณะเดียวกันผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ประสบปัญหาขาดแคลนทั้งวัตถุดิบและรถขนส่ง ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด
จากการสำรวจประกาศของ ผู้ผลิตรายใหญ่และสมาคมวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกหนังสือแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ โดยอ้างเหตุผลที่ตรงกันคือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอยู่ระหว่างการขอความช่วยเหลือรัฐบาลทั้งในเรื่องการขยายอายุสัญญา และการคืนค่า K
- มู้ดท่องเที่ยวหงอยทัวร์ปรับราคา
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ย ว(แอตต้า) กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากสภาวะทางเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ไม่นิ่งและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนในทุกส่วน ทั้งค่าภาษีน้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในโรงแรมและร้านอาหารปรับตัวสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาแพ็กเกจทัวร์อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง







