
เรื่องจริงที่เจ็บปวด! 'อภิชิต' หลุดกรรมการ ส.อ.ท. หมดสิทธิ์ชิง-โหวตประธานคนใหม่
วงในเผยผลเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.สะเทือนเกมชิงประธาน เมื่อ “อภิชิต” ผู้ประกาศตัวล่วงหน้า หลุดโผไม่ติดกรรมการชุดใหม่ ส่งผลหมดสิทธิ์ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่ง และไม่มีสิทธิ์ร่วมโหวต ท่ามกลางข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสที่ยังไร้ข้อยุติ
KEY
POINTS
- นายอภิชิต ประสพรัตน์ ซึ่งเคยประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการชุดใหม่
- ผลดังกล่าวทำให้นายอภิชิตหมดสิทธิ์ทั้งการลงสมัครชิงตำแหน่งประธาน และการลงคะแนนโหวตเลือกประธานคนใหม่ตามข้อบังคับ
- การเลือกตั้งกรรมการครั้งนี้ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีผู้ยื่นร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง
สถานการณ์เลือกตั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังสะท้อนเรื่องจริงที่เจ็บปวด ในเกมชิงตำแหน่งผู้นำองค์กร เมื่อผู้ประกาศตัวลงแข่งขันล่วงหน้า กลับหลุดจากโครงสร้างอำนาจตั้งแต่ต้นทาง หลังไม่ผ่านการเลือกตั้งเป็นกรรมการชุดใหม่ ส่งผลให้หมดสิทธิ์ทั้งการชิงตำแหน่งและการโหวตเลือกประธานในครั้งนี้
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท.เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าล่าสุดของการตรวจสอบการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.วาระปี 2569-2571 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการรับรองผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีผู้ยื่นร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นร้องเรียนครอบคลุมหลายด้าน ทั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงข้อกล่าวอ้างเรื่องการใช้สิทธิ์แทน (นอมินี) และความผิดปกติด้านเอกสาร ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน และเร่งตรวจอบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนถึงเส้นตายกำหนดการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ในวันที่ 28 เมษายนนี้ (เป็นไปตามระเบียบของ ส.อ.ท.ต้องจัดให้มีเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. หลังมีการเลือกตั้งกรรมการ ภายใน 30 วัน)
อย่างไรก็ตาม ผลจากการเลือกตั้งกรรมการครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเกมการเลือกตั้งประธานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกรณีของนายอภิชิต ประสพรัตน์ ซึ่งเคยประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ล่วงหน้า และได้ดำเนินกิจกรรมพบปะสมาชิกอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ปรากฏรายชื่อได้รับการเลือกเป็นกรรมการ ส.อ.ท.ชุดใหม่ (จากกรรมการประเภทเลือกตั้งจำนวน 248 คนที่จะไปโหวตเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ต่อไป)
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลโดยตรงให้นายอภิชิต หมดสิทธิ์ในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโหวตเลือกประธาน และไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตตามข้อบังคับขององค์กร ส่งผลให้หลุดออกจากกระบวนการตัดสินใจทั้งหมดโดยปริยาย
แหล่งข่าวระบุว่า การไม่ได้เป็นกรรมการ ไม่ได้หมายถึงเพียงแพ้ในรอบแรกแต่หมายถึงการหลุดออกจากทั้งระบบการตัดสินใจ รวมถึงไม่มีสิทธิ์อยู่ในสมการเลือกประธานครั้งนี้ ขณะเดียวกัน ยังเกิดปรากฏการณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในวงกว้าง เมื่อมีแคนดิเดตรายใหม่เข้ามาแทนผู้สมัครเดิมที่ถอนตัว โดยไม่เคยปรากฏบทบาทการหาเสียงหรือแสดงวิสัยทัศน์มาก่อน แตกต่างจากแนวปฏิบัติในอดีต ที่ผู้สมัครมักต้องใช้เวลาสร้างการยอมรับในหมู่สมาชิกเป็นระยะเวลานานนับปี
“ตามกระบวนการปกติ ผู้สมัครจะต้องใช้เวลานำเสนอนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มสมาชิกแต่กรณีนี้ถือว่าแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ” แหล่งข่าวระบุ
ทั้งนี้ โครงสร้างของกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์โหวตเลือกประธาน ถูกประเมินว่ามีสัดส่วนคะแนนเสียงจำนวนมากที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัคร ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง อาจทำให้ทิศทางการเลือกตั้งประธานในวันที่ 28 เมษายน มีความชัดเจนล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง แต่คือ “ความชอบธรรมของกระบวนการ” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นต่อผู้นำองค์กรในอนาคต ซึ่งหากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของคะแนนเสียง ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอาจถูกตั้งคำถาม และกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว
ในมุมของภาคอุตสาหกรรม มองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการแข่งขันภายใน แต่สะท้อนถึงมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงยังคงเดินหน้าตรวจสอบตามขั้นตอน โดยมีเป้าหมายเพื่อสรุปข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จก่อนการโหวตเลือกประธาน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับ
ท้ายที่สุด ผลการตรวจสอบจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ทิศทางของ ส.อ.ท. ทั้งในแง่ผู้นำองค์กร และความเชื่อมั่นของสมาชิก ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ผู้สมัครตัวเต็ง” ต้องหลุดออกจากเวทีตั้งแต่ต้นเกม และกลายเป็น “เรื่องจริงที่เจ็บปวด” ในหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งขององค์กรแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







