thansettakij
thansettakij
‘รัฐ-เอกชน’ ยกการ์ดสูงรับมือลอยตัวราคาพลังงานหลังสงกรานต์

‘รัฐ-เอกชน’ ยกการ์ดสูงรับมือลอยตัวราคาพลังงานหลังสงกรานต์

03 เม.ย. 69 | 00:12 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 00:27 น.

ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดีเซลทะลุ 44 บาท หลังสงกรานต์จับตาปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน รัฐ-เอกชน ยกระดับรับมือวิกฤตพลังงาน ระดับความเสี่ยง 2.2–2.3 คมนาคม อุ้มเต็มสูบ สอท.หวั่น SME ล้มระนาว ปรับเวลาปิด-เปิดห้างเร็วขึ้นกระทบแน่ 

KEY

POINTS

  • ภาครัฐเตรียมปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันหลังสงกรานต์ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งสาธารณะและรณรงค์ให้หน่วยงานในสังกัดประหยัดพลังงาน
  • ภาคเอกชนเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SME และภาคขนส่ง ขณะที่ บขส. ได้สำรองน้ำมันกว่า 100,000 ลิตร เพื่อรับประกันการให้บริการเดินรถ
  • หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนออกมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น เช่น การทำงานที่บ้าน (WFH) การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และการส่งเสริมการเดินทางสาธารณะ

 

 

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงานยังคงเป็น “ระเบิดเวลา” ที่หลายประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาค ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก หากสถานการณ์ลุกลามสู่ความขัดแย้งเป็นวงกว้าง ประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก ภายใต้ระดับความเสี่ยง 2.2–2.3 ที่สะท้อนโอกาสเกิดภาวะตึงตัวด้านอุปทาน แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติรุนแรง แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันต่อทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพของประชาชนอย่างไรก็ดี ภาครัฐและภาคเอกชนไทยเริ่ม “ตั้งการ์ดสูง” มากขึ้น

 

คมนาคมอุ้มเต็มสูบ–หลังสงกรานต์ลอยตัวน้ำมัน

สำหรับแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันตามระดับความเสี่ยง 2.2 นั้น กระทรวงคมนาคม ประเมินว่า อาจต้องรอการเข้ามาบริหารจัดการของรัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเชิงนโยบายก่อน ขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีแผนช่วยเหลือรถขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์จนถึงวันที่ 19 เมษายนนี้ซึ่งหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีการปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว

 ขณะมาตรการช่วยเหลือโดยเป็นการสนับสนุนเท่าที่ดำเนินการจริงจากระบบ GPS และระบบติดตามการทำงานจริง ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย 1.กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง(ป้ายเหลือง 70) หรือกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งมีจำนวน 287,175 คัน

2.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์ โดยมีการสนับสนุนแยกประเภท ประกอบด้วย รถโดยสารหมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 4 บาทต่อลิตร, รถโดยสารหมวด 4 (เช่น รถตู้) จำนวน 19,414 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อวัน และรถกลุ่ม Rider จำนวน 114,653 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน

เดินหน้าประหยัดพลังงาน

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯประกาศขานรับนโยบายภาครัฐ เดินหน้ายกระดับมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับมาตรการสำคัญอันดับต้นคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนโดยตรง สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งหรือ Work From Home ด้านการลดภาระค่าครองชีพ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดควบคุมอัตราค่าโดยสารสาธารณะทุกประเภทอย่างเคร่งครัด โดยห้ามปรับขึ้นราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ร่วมกันตรึงราคาค่าโดยสารให้นานที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการจัดโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า โดยกำหนดค่าโดยสารเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน สำหรับผู้ที่เดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ซึ่งมาตรการนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

ขณะที่การส่งเสริมการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ เบื้องต้นกระทรวงฯ ได้ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสีย เชื้อเพลิงผ่านระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ ทั้งระบบ M-Flow ซึ่งเป็นระบบแบบไม่มีไม้กั้น รวมถึง M-Pass และ Easy Pass เพื่อลดการสะสมของรถยนต์และการต่อแถวบริเวณหน้าด่านเก็บเงิน ทั้งยังเร่งพัฒนาระบบโครงข่าย ล้อ-ราง-เรือเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าและขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อโดยไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นต้น

บขส.สำรองน้ำมันแสนลิตร

ทางด้านภาคขนส่งที่มีผลต่อ ต้นทุนค่าครองชีพ นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า บขส.ได้เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตการณ์พลังงานและมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันในช่วงเทศกาลอย่างเข้มงวดเบื้องต้นได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อบริหารจัดการสำรองน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการใช้จริง ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้น้ำมันรวมทั้งระบบจะอยู่ที่ประมาณ 320,000-360,000 ลิตรต่อวันและได้จัดทำรายชื่อสถานีบริการน้ำมันตามเส้นทางเดินรถทั้งขาไปและขากลับส่งให้บริษัท ปตท. เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการสำรองน้ำมันไว้รองรับรถโดยสารสาธารณะเป็นลำดับความสำคัญแรก (First Priority)

ส่วนแนวทางการแบ่งปันน้ำมันเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น บขส. ได้เปิดพื้นที่สถานีบริการน้ำมันภายในสถานีขนส่งของ บขส. เอง เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการรถร่วมรายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและไม่มีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตนเอง โดยมาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถร่วมที่มีจำนวนรถน้อย เช่น 5-40 คัน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และมีน้ำมันเพียงพอในการให้บริการประชาชน

ที่สำคัญได้เตรียมความพร้อมการสำรองน้ำมันแล้ว ปัจจุบันมีถังสำรองน้ำมันภายในสถานีขนส่งซึ่งมีความจุประมาณ 100,000 ลิตร ตามปกติจะใช้สำหรับรถของ บขส. วันละประมาณ 40,000-50,000 ลิตร แต่ในช่วงวิกฤตได้มีการวางแผนใช้คลังส่วนนี้เป็นระบบสแตนด์บาย หากเกิดสภาวะน้ำมันในตลาดทั่วไปขาดแคลนตามที่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นนานถึง1 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหยุดวิ่งซึ่งจะกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก

ส่วนระดับ 2.2 ที่เป็นความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ที่มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมาตรการของภาครัฐที่มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านพลังงานแก่ระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันเริ่มขาดแคลนนั้น บขส.มองว่า แม้ว่าตัวเลขการชดเชยอาจมีการปรับเปลี่ยนตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

DE ลดใช้ไฟฟ้า 1 ใน 4 เพื่อโลกและองค์กร

ทางด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาตรการประหยัดพลังงาน สรุปมาตรการประหยัดพลังงาน (Target: ลดการใช้ไฟฟ้า 25%)มาตรการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรใน 4 ด้านหลัก ดังนี้1. ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง (Light Off, Power Down) ช่วงกลางคืน (20.00 – 07.00 น.) ลดแสงสว่างโถงลิฟต์ลง 50% และพื้นที่ส่วนกลาง (ชั้น 1-2) ลง 75% โดยยังคงความปลอดภัย ในสำนักงาน ปิดไฟทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งานและช่วงพักเที่ยง วินัยไฟฟ้า ถอดปลั๊กอุปกรณ์ทุกชนิดเมื่อไม่ใช้งาน 2. ระบบปรับอากาศ (Cool at 26°C) ระบบส่วนกลาง (AHU)ปิดให้บริการเวลา 15.30 – 08.30 น. และวันหยุดราชการ

โดยตั้งอุณหภูมิมาตรฐานที่ 26 องศาเซลเซียสระบบในห้องทำงาน (FCU) เปิดเฉพาะเท่าที่จำเป็น และต้องปิดทุกครั้งเมื่อจบภารกิจ 3. ระบบลิฟต์ (Smart Lift) จำกัดการใช้ ปิดลิฟต์ 2 ตัว ทุก Core ในช่วงเวลาที่มีการใช้งานน้อย (09.30 – 15.30 น. และ 17.00 – 08.30 น.) 4. ยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง(Drive Green) ดูแลรถ เช็กสภาพเครื่องยนต์และลมยางสม่ำเสมอ เอาของไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดน้ำหนักเทคนิคการขับ ขับความเร็วคงที่ ไม่ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ขณะจอด และศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางทางเดียวกันไปด้วยกันใช้ระบบ Carpool เพื่อใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สธ. รัดเข็มขัดสั่งเข้มประหยัดไฟ-น้ำมัน

ขณะวงการแพทย์กระทบไม่แพ้กัน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศมาตรการลดการใช้พลังงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ภายในหน่วยงานใช้เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่ในส่วนงานสนับสนุน (Back Office) หรือส่วนงานที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการปฏิบัติงาน ลดหรือชะลอการเดินทางที่ไม่จําเป็น ขณะที่หน่วยงานที่มีภารกิจด้านบริการประชาชน เช่น โรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์ สถานบริการสาธารณสุข และหน่วยบริการอื่น ให้บริการประชาชนตามปกติ

พร้อมทั้งพิจารณาปรับรูปแบบ การให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดความจําเป็นในการเดินทางของผู้ป่วยและประชาชน ได้แก่ การให้คําปรึกษาทางการแพทย์โดยใช้ระบบบริการการแพทย์และการสาธารณสุขทางไกล (ระบบ Telemedicine และ Telehealth), ติดตามอาการผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, จัดระบบนัดหมายล่วงหน้า จัดระบบจ่ายยา การติดตามการรักษา หรือบริการสุขภาพ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามความเหมาะสม เป็นต้น

ส.อ.ท.ห่วง SMEล้มระนาว หลังดีเซลพุ่งแรง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลในประเทศสู่ระดับ 44.24 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนในวงกว้าง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ไทยอาจไม่ได้มีราคาน้ำมันสูงที่สุด แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความเร็วในการปรับตัวของค่าครองชีพ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไปจนกระทบกำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแบกรับต้นทุน

ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจัดการราคาพลังงานควรพิจารณาเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ญี่ปุ่นที่ลดภาษีต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจ หรืออินเดียที่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การปรับลดภาษีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลังและไม่สร้างภาระในระยะยาว ขณะเดียวกันต้องเร่งเติมสภาพคล่องให้ SME เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง

ในมุมของผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าขนส่ง ประเมินว่า จากระดับราคาน้ำมันในปัจจุบัน จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8-10% ขณะที่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 20-25% ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาสินค้าปลายทาง

ทั้งนี้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในขณะนี้คือผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักถึง 80-90% ของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-70% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ สินค้าแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยยังเริ่มส่งผลต่อภาคเกษตร ซึ่งอาจลุกลามไปกระทบต้นทุนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปในระยะถัดไป

อาหารสัตว์ปรับราคายกแผง

ด้านแหล่งข่าวจากผู้เลี้ยงสัตว์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผู้ประกอบการอาหารสัตว์หลายรายเริ่มทยอยปรับขึ้นราคา หลังต้นทุนน้ำมันเพิ่มต่อเนื่อง จากเดิมเฉลี่ย 38–39.99 บาทต่อลิตร ปรับขึ้นเป็น 44 บาทต่อลิตรแล้วในเวลานี้ ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่ง และโลจิสติกส์โดยรวมขยับตามโดยบริษัท ซันฟีด จำกัด (ผู้ผลิตอาหารสัตว์) ได้ประกาศปรับค่าขนส่งสินค้า สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมัน เช่นเดียวกับบริษัท อินเทคค์ โกลบอล จำกัด ที่ปรับค่าขนส่งเพิ่ม 2 บาทต่อถุง

ด้านนายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย ระบุว่า ผู้ค้าไข่ไก่เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว หลังค่าน้ำมันดันต้นทุนพุ่ง โดยเฉพาะค่าขนส่งที่คิดเป็นสัดส่วนราว 40% แบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ การขนส่งจากฟาร์มไปยังล้ง และจากล้งถึงมือลูกค้า ปัจจุบัน ผู้ค้าบางส่วนเริ่มปรับตัวด้วยการบวกค่าขนส่งเพิ่มตามความเหมาะสม พร้อมเจรจากับลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจ โดยแนะนำให้แยกค่าขนส่งออกจากราคาสินค้าในใบส่งสินค้าอย่างชัดเจน และระบุไว้ในบรรทัดท้ายของรายการทั้งนี้ ได้มีการหารือกับกรมการค้าภายในแล้ว เนื่องจากประเมินว่าราคาน้ำมันยังมีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจกระทบต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้นในระยะถัดไป

ท่องเที่ยว ดันกู้วิกฤตพลังงาน

 นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ภาคเอกชนเข้าใจการเตรียมพร้อมของรัฐ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าให้มาตรการกลายเป็นตัวซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่พึ่งพาความเชื่อมั่นสูงมาก ทั้งนี้การใช้มาตรการระดับ 3 ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะผลกระทบจะเกิดจาก ‘ความรู้สึกของตลาด’ ก่อนผลกระทบ จริง หากสื่อสารไม่ชัดเจน อาจทำให้การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายชะลอตัวทันทีในไตรมาส 2 และลากยาวไปถึงไตรมาส 3

            “วิกฤตพลังงานไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ การบริหารความเชื่อมั่นผิดพลาด ดีมานด์ยังมี แต่ถ้าระบบส่งสัญญาณผิด ตลาดจะหายไปเองก่อนที่น้ำมันจะหมด”

ดังนั้นจึงเสนอใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ใช้มาตรการ “เฉพาะจุด” แทนทั้งระบบ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ 2.จัดลำดับการใช้น้ำมันชัดเจน โดยให้ภาคท่องเที่ยวและขนส่งสำคัญเดินได้ และ 3.สื่อสารเชิงรุกว่า “พลังงานเพียงพอ ระบบยังปกติ” เพื่อรักษาความเชื่อมั่นตลาด นายอดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับมาตรการประหยัดพลังงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นการประหยัดพลังงาน โดยปรับอุณหภูมิแอร์ 26 องศาเซลเซียส รณรงค์ใส่สวมเสื้อแขนสั้น งดผูกไท และปิดไฟในช่วงพักเที่ยง (12.00-13.00 น.) วางแผนการเดินทางแบบ Car Pool หรือใช้การสื่อสารออนไลน์แทนการเดินทาง และลดการใช้กระดาษโดยเปลี่ยนเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมการใช้บันไดแทนลิฟท์ ส่วนแนวทางการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work From Home) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงาน แต่ต้องไม่กระทบต่อการบริการประชาชนและภารกิจหลัก

โดยในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดให้มีการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work From Home) ในทุกวันพุธ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเคาน์เตอร์ให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว ณ ททท.สำนักงานใหญ่ และการติดต่อยังเปิดให้บริการตามปกติ ส่วนองค์การบริหารพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) กำหนดให้มีการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work From Home) ในทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ส่งออก “เกษตร-อาหาร” 2 เดือนติดลบ 10%

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การยกระดับด้านพลังงานในระดับ 2.2 ถือเป็นสัญญาณเตือน ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ว่าควรหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนที่รุมเร้า

โดยภาคเอกชนก็ได้รับสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 6 บาท และล่าสุดปรับเพิ่มทะลุ7บาท(ข้อมูลเมื่อวันที่3เม.ย.69) ซึ่งเริ่มลุกลามหนักในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมที่เป็นต้นน้ำ ที่ใช้น้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำทำเกษตร บางคนต้องเลื่อนการเพาะปลูกจนล่าช้า บางรายต้องรอหว่านเมล็ดใหม่หรือชั่งใจสำหรับลงทุนเพาะปลูก ส่งผลให้วัตถุดิบพืชระยะสั้นอาจขาดหายไปจากระบบประมาณ 1 เดือนเพราะเกษตรกรเริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว

เรื่องนี้กระทบถึงภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะเส้นทางตะวันออกกลางที่ต้องเผชิญกับค่าระวางเรือ รวมทั้งค่าประกันภัยความเสี่ยง ค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมแล้วเพิ่มสูงขึ้นถึง 6 เท่า ขณะที่ตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย2 เดือนแรกในปี 2569 นี้ กลับติดลบแล้ว 10% และคาดทั้งปีมีสิทธิ์ทรุดตัวต่อเนื่อง

 ”จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกในเส้นทางตะวันออกกลาง ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัว เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์อย่างรุนแรงบริษัทขนส่งสินค้าก็ปรับราคาค่าขนส่งทันทีเริ่มต้นในอัตราตั้งแต่ 15-25% ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ขณะที่การส่งออกไปต่างประเทศภูมิภาคอื่นๆ ก็ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนแล้วประมาณ 10-20%”

   โดยภาคเอกชนต่างควบคุมเข้มในเรื่องต้นทุนตั้งแต่ระดับต้นทาง และเร่งปรับตัวธุรกิจ เริ่มมีมาตรการ Work From Home กลับมาใช้ในบางแผนกเพื่อลดต้นทุนการเดินทาง ผู้บริหารบริษัทบางคนที่ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลก็เริ่มเห็นเปลี่ยนมาใช้รถ Hybrid มากขึ้น แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า 100% เพรายังติดปัญหาสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จและวินัยในการใช้งานของประเทศไทยยังไม่พร้อมรองรับการในระยะทางไกลส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่งนั้นยังทำได้ยากเนื่องจากรถบรรทุกยังคงต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล

CPN วางฉากทัศน์รับมือ

 ด้านนางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนาผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล, คอมมูนิตี้มอลล์, อาคารสำนักงานและโครงการที่อยู่อาศัย กล่าวว่า เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน บริษัทได้วางแผนรับมือโดยกำหนดเป็นซีเนริโอ (ฉากทัศน์) พร้อมแผนรองรับแล้วอยู่แล้ว และพร้อมปรับใช้ได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันภายในโครงการต่างๆ ก็มีการปรับการดำเนินงานไปแล้ว เพื่อให้สอดรับกับมาตรการที่ภาครัฐกำหนดไว้ เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศ การใช้หลอดไฟ LED นอกจากนี้ยังมีการปรับเวลาเปิดปิดเครื่องปรับอากาศในสาขาต่างๆ โดยเปิดให้ช้าลง 30 นาทีและปิดให้เร็วขึ้น 30 นาทีก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้ เป็นต้น

ปรับเวลาเปิด-ปิดห้างกระทบแน่

  นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า หากมีการปรับขึ้นค่าไฟหรือมีมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิด ห้างสรรพสินค้า-ศูนย์การค้า จะส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ประเมินว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อธุรกิจผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและค่าขนส่ง แม้ยังไม่พบการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ แต่เริ่มมีแรงกดดันต่อต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อ ไก่ อาหารทะเล วัตถุดิบนำเข้า และบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงาน

 

    “คิดว่าคงมีแน่ ๆ ในเรื่องมาตรการเปิด-ปิด ห้างแต่ต้องรอความชัดเจน หากค่าไฟปรับเพิ่มขึ้นก็จะกระทบกันทั้งหมด และทุกธุรกิจก็ต้องมีการปรับตัว”

  

 ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเริ่มกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ขณะที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น จึงมองหาโปรโมชั่นและเมนูแบบชุด บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ไปสู่การนำเสนอสินค้าแบบ bundle การออกแบบเมนูที่คุ้มค่า และใช้ระบบ CRM กระตุ้นการใช้บริการต่อเนื่อง

 

อสังหาฯ-รับเหมาเน้นใช้พลังงานอย่างระมัดระวัง

   ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ที่ส่งผ่านมาถึงราคาสินค้า และผู้ที่รับกรรมคือผู้บริโภคที่ถูกผลักภาระต้นทุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่าได้รณรงค์ลูกบ้านประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยมี5 แนวทางประหยัดไฟ 1.บริหารเครื่องปรับอากาศ: ตั้งอุณหภูมิ องศาเซลเซียส หรือปรับเพิ่มขึ้น 1 องศา จะช่วยลดค่าไฟได้ค่อนข้างมาก  2.ใช้พัดลมช่วย: เปิดพัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศขณะเปิดแอร์ ช่วยให้เย็นเร็วขึ้น3.ทำความสะอาด: ล้างแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศสม่ำเสมอ เพื่อลดการทำงานหนักของเครื่อง 4.ปิด-ถอดปลั๊ก: ปิดไฟและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน5.เปลี่ยนอุปกรณ์: ใช้หลอดไฟ LED ประหยัดพลังงาน 

ด้านนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ประเมินว่า หากสถานการณ์เลวร้าย ผู้ประกอบการอาจต้องหยุดการทำงานและชะลอเซ็นสัญญาใหม่กับหน่วยงานภาครัฐ ขณะเดียวกัน จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานที่จะช่วยทั้งตัวผู้รับเหมาเองและประเทศโดยรวม