
‘สุพันธุ์’ หวังประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ รวมพลัง 48 กลุ่มอุตฯ ฝ่าวิกฤตต้นทุน
“สุพันธุ์ มงคลสุธี” กางโจทย์ใหญ่ผู้นำ ส.อ.ท. คนใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพุ่ง-เศรษฐกิจเปราะบาง เตือนอุตฯ เสี่ยงลดคน-ลดกำลังผลิต จี้รัฐเร่งคุมพลังงาน-ลดภาษีน้ำมัน ก่อนกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบ
KEY
POINTS
- นายสุพันธุ์ มงคลสุธี คาดหวังให้ประธาน ส.อ.ท. คนใหม่สามารถรวมพลัง 48 กลุ่มอุตสาหกรรมให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
- ภารกิจสำคัญของผู้นำคนใหม่คือการนำพาภาคอุตสาหกรรมรับมือกับวิกฤตต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน
- ส.อ.ท. ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงให้แก่ภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างตรงจุด
ท่ามกลางจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย ก่อนการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งมี 2 แคนดิเดตสำคัญอย่าง “อภิชิต ประสพรัตน์” และ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ลงชิงชัย บทบาทของผู้นำองค์กรภาคเอกชนกำลังถูกจับตามองอย่างยิ่งว่าจะสามารถนำพาภาคอุตสาหกรรมฝ่าวิกฤตได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงผลแพ้ชนะ แต่คือการรวมพลังของทุกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปราะบาง การแตกแยกภายในจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายล่าช้า
“ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ประธานคนใหม่ต้องรวบรวมทุกฝ่ายกลับมาเป็นทีมเดียวกันให้ได้ เพราะวันนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ส.อ.ท.ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนเอกชนอย่างแท้จริง”
เขาระบุว่า ส.อ.ท. ซึ่งมีเครือข่าย 48 กลุ่มอุตสาหกรรม ต้องยกระดับบทบาทให้เป็นมากกว่าการสะท้อนปัญหา แต่ต้องเป็นกลไกสำคัญในการเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ ตอบโจทย์ภาคธุรกิจอย่างตรงจุด
สำหรับภาพรวมภาคอุตสาหกรรมปี 2569 ประเมินว่าจะเผชิญความยากลำบากอย่างมาก จากผลกระทบของสงคราม ราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอาจลากยาวไปอีกระยะหนึ่ง หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ในภาวะเช่นนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มปรับตัวด้วยการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และชะลอการลงทุน ขณะที่บางรายเริ่มพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อความอยู่รอด ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
“มีโอกาสสูงมากที่หลายบริษัทจะไปถึงจุดลดคน หรือลดกำลังการผลิต เพราะแม้แต่บริษัทที่มีกำไรยังต้องลดต้นทุน ทุกคนกำลังกังวล”นายสุพันธุ์ กล่าว
ทั้งนี้ภาครัฐต้องเร่งเข้ามามีบทบาทในการดูแลต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทุกอุตสาหกรรม หากปล่อยให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าสูงต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเศรษฐกิจโดยรวม
ในด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการระยะสั้นอย่าง “คนละครึ่ง” แม้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน และการสร้างกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ดังนั้นจึงเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุน SME และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
สำหรับโจทย์ท้าทายของประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ คือการทำให้อุตสาหกรรมไทยเข้มแข็ง และสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจอย่างแท้จริง โดยนายสุพันธุ์เน้นย้ำว่า ส.อ.ท. ต้องเป็นมากกว่าการเสนอความคิดเห็น แต่ต้องลงมือขับเคลื่อนผ่านสถาบันต่าง ๆ ภายในองค์กร และทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ในส่วนของความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ มองว่า การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบาย แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและคอร์รัปชั่น
“ถ้าประเทศนี้ไม่มีคอร์รัปชั่น ผมเชื่อว่าเอกชนจะช่วยพาประเทศรอดได้ แต่วันนี้เรายังมีปัญหานี้อยู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้นำประเทศ”
นอกจากนี้ เสนอให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการนำมาตรการส่งเสริมกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ส่วนประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มองว่าเป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ และหลายประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว
“ราคาน้ำมันที่ขึ้นมา 6 บาท ทำให้เอกชนไปต่อไม่ไหว ทางออกเดียวคือต้องลดภาษี แม้รัฐจะเสียรายได้ระยะสั้น แต่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เสียหายในวงกว้าง โดยวิกฤตรอบนี้มีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจยืดเยื้อ แตกต่างจากช่วงโควิด-19 ที่แม้รุนแรงแต่มีระยะเวลาจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”
นายสุพันธุ์ กล่าวตอนท้าย โดยแนะนำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME ต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุน และรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง พร้อมทั้งสื่อสารความต้องการไปยังภาครัฐอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด โดยเอกชนต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และรัฐต้องให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง เหมือนการให้วัคซีนที่ตรงกับโรค จึงจะพาประเทศผ่านวิกฤตนี้ไปได้






