thansettakij
thansettakij
เปลี่ยนม้ากลางศึก ชิงประธาน ส.อ.ท. ดัน ‘พิมพ์ใจ’ เสียบแทน ‘ชนะ’

เปลี่ยนม้ากลางศึก ชิงประธาน ส.อ.ท. ดัน ‘พิมพ์ใจ’ เสียบแทน ‘ชนะ’

27 มี.ค. 69 | 11:52 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 12:41 น.

การถอนตัวกะทันหันของ “ชนะ ภูมี” เปิดทาง “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ลงชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.แทน วงในตั้งข้อสังเกตเปลี่ยนตัวนาทีสุดท้ายผิดธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยมีมาหรือไม่ สะท้อนเรื่องความโปร่งใส

KEY

POINTS

  • นายชนะ ภูมี ประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ท่ามกลางข้อครหาเรื่องกระบวนการหาเสียง โดยมีการเสนอชื่อนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เข้ามาเป็นผู้สมัครคนใหม่แทน
  • การเปลี่ยนตัวผู้สมัครอย่างกะทันหันในช่วงใกล้เลือกตั้ง ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” ซึ่งอาจขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติและสร้างความสับสนให้แก่สมาชิก
  • สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามในวงกว้างถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของกระบวนการเลือกตั้ง และถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงเดิมไว้

ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 17 เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ ภายหลังนายชนะ ภูมี ประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสข่าวข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการจัดตั้งฐานเสียงและการใช้บุคคลแทนสิทธิ์ ก่อนที่ล่าสุดจะปรากฏชื่อ “นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ จากกลุ่มสิทธิผล ถูกเสนอขึ้นเป็นแคนดิเดตรายใหม่แทน

รายงานข่าวระบุว่า การถอนตัวของนายชนะเกิดขึ้นภายหลังมีข้อวิพากษ์เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. ชุดใหม่ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยกรรมการชุดดังกล่าวจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ภายในเดือนเมษายน 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนด

นายชนะให้เหตุผลถึงการตัดสินใจครั้งนี้ว่า การแข่งขันมีลักษณะไม่สร้างสรรค์ มีการบิดเบือนข้อมูลและพาดพิงถึงองค์กรที่ตนให้ความเคารพ การถอนตัวจึงมีเป้าหมายเพื่อปกป้ององค์กรและลดผลกระทบต่อส่วนรวม พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การยอมรับข้อกล่าวหาใด ๆ

อย่างไรก็ดี การปรากฏชื่อของนางพิมพ์ใจในฐานะแคนดิเดตใหม่ ทำให้เกิดกระแสตั้งคำถามในวงกว้าง โดยแหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. ให้ความเห็นในเชิงข้อสังเกตว่า การ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติและอาจขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมา

แหล่งข่าวระบุว่า โดยปกติผู้สมัครชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. จะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ เดินสายพบปะสมาชิก และเปิดเผยตัวต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนตัวผู้สมัครในช่วงท้าย โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการสื่อสารอย่างเป็นทางการ อาจสร้างความสับสนต่อสมาชิกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทั้งนี้ มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนตัวแคนดิเดตดังกล่าว ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569 ยังไม่ได้มีการแจ้งต่อสภาฯ อย่างเป็นทางการ แต่ใช้วิธีสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มไลน์ของกรรมการในหลายกลุ่มย่อย ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามในวงการว่า กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวปฏิบัติหรือไม่

ในอีกมุมหนึ่ง ต่อข้อถามเกี่ยวกับการถอนตัวของนายชนะว่า เป็นการแสดง “สปิริต” หรือไม่นั้น แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า การถอยออกจากการแข่งขันในสถานการณ์ที่มีข้อถกเถียง ถือเป็นการลดแรงกดดันต่อองค์กรในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การส่งต่อผู้สมัครรายใหม่เข้ามาแทน อาจถูกตีความได้หลากหลายมิติ

แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนตัวดังกล่าวมีลักษณะคล้ายการ “โอนสิทธิ์” เพื่อรักษาฐานคะแนนเดิม โดยยังคงใช้โครงสร้างการสนับสนุนเดิม ซึ่งในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งคะแนนเสียงลักษณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้สมัครรายใหม่ประกาศแนวทางสานต่อนโยบายเดิมอาจยิ่งสะท้อนความต่อเนื่องของกลุ่มสนับสนุน

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กระบวนการจัดตั้งดังกล่าวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายของหลายบริษัทที่เชื่อมโยงกัน และอาจมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บางส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งประเด็นนี้ยังคงต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

สำหรับโครงสร้างการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. ชุดใหม่ จะประกอบด้วยกรรมการจากการเลือกตั้งเฉพาะส่วนจำนวน 248 คน และกรรมการโดยตำแหน่งอีก 124 คน แบ่งเป็นประธานกลุ่มอุตสาหกรรม 48 กลุ่ม และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 372 คน ซึ่งจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ภายใน 30 วันหลังจากการแต่งตั้ง

ในมิติของธรรมาภิบาล แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า ความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรหลักอย่าง ส.อ.ท. ซึ่งมีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ การดำเนินการใด ๆ ที่อาจถูกตั้งคำถาม ควรได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเชิงหลักการว่า หากมีบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการจัดตั้งฐานเสียง การพิจารณางดใช้สิทธิ์ลงคะแนนในครั้งนี้ อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และช่วยลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนตัวผู้สมัครในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาสาธารณะ เนื่องจากตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ถือเป็นตำแหน่งสำคัญของภาคเอกชนไทย ที่ควรยึดโยงกับกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

สถานการณ์ดังกล่าวจึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าการเลือกตั้งกรรมการและการสรรหาประธาน ส.อ.ท. ครั้งนี้ จะสามารถดำเนินไปภายใต้กรอบธรรมาภิบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมและสาธารณชนได้มากน้อยเพียงใด