
ผลเลือกตั้งกรรมการ ชี้ทิศ “พิมพ์ใจ” ขึ้นแท่นตัวเต็งประธานสภาอุตฯคนใหม่
ผลเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. 248 คน สะท้อนทิศทางผู้นำใหม่ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ผงาดตัวเต็งประธานสภาอุตสาหกรรมฯคนใหม่ ขณะเกิดข้อร้องเรียนกระบวนการเลือกตั้ง สะเทือนความเชื่อมั่น และอาจกระทบการรับรองผล
KEY
POINTS
- ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) ชี้ว่า นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กลายเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกเป็นประธาน ส.อ.ท. คนใหม่
- นางพิมพ์ใจได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการถ่ายโอนมาจากผู้สนับสนุนของนายชนะ ภูมี ที่ถอนตัวจากการแข่งขันไปก่อนหน้า
- กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เนื่องจากมีผู้มาใช้สิทธิสูงผิดปกติและมีการยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบผลคะแนน
- ผลการเลือกตั้งยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการตรวจสอบข้อร้องเรียน ซึ่งอาจส่งผลต่อกำหนดการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.
การเลือกตั้งคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 กลายเป็นจุดสนใจของภาคเอกชนอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเพราะเป็นการจัดวางอำนาจภายในองค์กร แต่ยังสะท้อนทิศทางของผู้นำภาคอุตสาหกรรมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้นยังมาพร้อมกับข้อสังเกตด้านความโปร่งใส ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะถัดไป
รายงานข่าวจากการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ที่ประชุมได้มีมติเลือกตั้งคณะกรรมการประเภทเลือกตั้งจำนวน 248 คน โดยมี ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ทำหน้าที่ประธานดำเนินการเลือกตั้ง พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนับคะแนน 15 คน เพื่อกำกับดูแลกระบวนการให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้
ผลการนับคะแนนเบื้องต้นเริ่มสะท้อนทิศทางของคณะกรรมการชุดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในมิติของการจัดวางฐานเสียงเพื่อเตรียมเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากนี้ และคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์
จากการพิจารณารายนามกรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง รวมถึงบริษัทที่สังกัดและกลุ่มผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าฐานเสียงส่วนใหญ่มีแนวโน้มสนับสนุน "นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล" มากกว่านายอภิชิต ประสพรัตน์ คู่ชิงประธาน ส.อ.ท.โดยนางพิมพ์ใจได้เข้ามาเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. แทนนายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท.จาก SCG ที่ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้
แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. ให้ข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางคะแนนที่ปรากฏในขณะนี้สะท้อนการถ่ายโอนฐานเสียงจากผู้ให้การสนับสนุนนายชนะ ไปสู่นางพิมพ์ใจอย่างค่อนข้างชัดเจน “เท่าที่ดูคะแนนเบื้องต้น เหมือนว่าฝั่งคุณพิมพ์ใจจะได้ฐานเสียงโอนมาจากผู้สนับสนุนคุณชนะจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมเริ่มเห็นทิศทางได้”
แหล่งข่าวรายเดิมยังระบุว่า จากรายชื่อกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้สามารถประเมินและสะท้อนจุดยืนของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งดูจากรายชื่อก็พอจะเห็นภาพว่าใครอยู่ฝั่งไหน ถือเป็นครั้งที่ภาพการแบ่งขั้วชัดเจนมาก
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีข้อสังเกตหลายประเด็น โดยเฉพาะจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่สูงกว่า 4,000 คน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างผู้สนับสนุนนายเกรียงไกร เธียรนุกุล กับนายสมโภชน์ อาหุนัย มีผู้ใช้สิทธิประมาณ 3,000 คน
“จำนวนผู้มาใช้สิทธิครั้งนี้ถือว่าสูงผิดสังเกต และสอดคล้องกับข้อสังเกตเรื่องการมีสมาชิกใหม่จำนวนมากในช่วงก่อนการเลือกตั้งไม่นาน” แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการเสนอรายชื่อผู้สมัครบนที่ประชุม (Floor) มากถึงประมาณ 400 รายชื่อ จากปกติที่มักไม่เกิน 100 รายชื่อ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
“การเสนอชื่อจำนวนมากแบบนี้ โดยไม่มีระบบสรรหาแบบเดิม ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการเปลี่ยนไปหรือไม่ และมีปัจจัยอะไรอยู่เบื้องหลัง” แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกต
ในระหว่างการประชุม มีสมาชิกบางส่วนลุกขึ้นแสดงความเห็นคัดค้านกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรในระยะยาว โดยแหล่งข่าวระบุว่า มีรองประธานรายหนึ่งซึ่งเป็นกรรมการสรรหา ได้ยื่นหนังสือถึงประธานดำเนินการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของคะแนนเสียง
“มีความกังวลว่าคะแนนที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่คะแนนตามธรรมชาติ แต่เป็นคะแนนที่ถูกจัดตั้ง จึงอยากให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนรับรองผล” แหล่งข่าวกล่าว
ภายหลังการยื่นข้อร้องเรียน ประธานดำเนินการเลือกตั้งได้รับเรื่องไว้เพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดวันเลือกตั้ง บทบาทของประธานในวันดังกล่าวถือว่าสิ้นสุดลง ทำให้ขั้นตอนต่อไปต้องกลับเข้าสู่กระบวนการภายในของ ส.อ.ท. โดยการพิจารณาข้อร้องเรียนจำเป็นต้องมีการหารือกันในระดับองค์กร เพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
“ตอนนี้เรื่องยังไม่จบ ต้องกลับมาคุยกันว่าใครจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ และจะใช้กลไกใดในการพิจารณา ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะยุติภายในองค์กร หรืออาจขยายไปสู่การพิจารณาของหน่วยงานภายนอก เช่น ศาลปกครอง หากมีผู้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมในขั้นตอนถัดไป ดังนั้นความไม่ชัดเจนในประเด็นข้อร้องเรียน ทำให้ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ยังต้องรอการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจส่งผลต่อไทม์ไลน์ของการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. คนใหม่"
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตัวแคนดิเดตในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนางพิมพ์ใจเข้ามารับไม้ต่อในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนการเลือกตั้งกรรมการเพียง 3 วัน ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติในอดีตที่ผู้สมัครมักต้องแสดงตัวที่จะลงสมัครชิงชัยล่วงหน้าเป็นปี เพื่อใช้เวลานำเสนอวิสัยทัศน์และเดินสายพบปะกับสมาชิกเพื่อสร้างการยอมรับ แต่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนตัวในช่วงไม่กี่วัน ทำให้เกิดคำถามตามมาในหลายมิติ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นเพียงข้อสังเกต และยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเหมาะสมหรือความผิดปกติของกระบวนการ ในมุมมองของผู้บริหารบางส่วน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งการแข่งขันภายในองค์กรที่เข้มข้น และความจำเป็นในการยึดหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและภาคอุตสาหกรรมต้องการผู้นำที่ได้รับการยอมรับ
“สิ่งสำคัญคือการตอบคำถามสังคมให้ได้ว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหา ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นกลับมาได้” แหล่งข่าวระบุ
ในทางกลับกัน หากข้อร้องเรียนมีน้ำหนักและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิก รวมถึงภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะหนึ่งในสามองค์กรหลักของภาคเอกชน
แหล่งข่าวยังสะท้อนว่า ความเป็นเอกภาพขององค์กรถือเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงเวลานี้ “ถ้ายังมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส การจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกก็จะทำได้ยาก”
ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการประสานงานกับภาครัฐ และเสนอแนวทางนโยบายในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย ดังนั้น ความชัดเจนของผู้นำและความโปร่งใสของกระบวนการจึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
ทิศทางหลังจากนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการตรวจสอบข้อร้องเรียน การรับรองผลการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางขององค์กรในระยะต่อไป
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงเป็นการแข่งขันภายในองค์กร แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของระบบธรรมาภิบาล และความเชื่อมั่นของสมาชิกต่อกระบวนการบริหาร ซึ่งจะส่งผลต่อบทบาทของ ส.อ.ท. ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว






