thansettakij
thansettakij
เอกชน เตือน! ต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบราคาพุ่ง ดันค่าครองชีพไตรมาส 2 วิกฤตหนัก

เอกชน เตือน! ต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบราคาพุ่ง ดันค่าครองชีพไตรมาส 2 วิกฤตหนัก

25 มี.ค. 69 | 12:36 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 13:42 น.

“วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” ชี้ไตรมาส 2/2569 สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบหนัก มีความไม่แน่นอนสูง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่งมากกว่า 10% กระทบผลิตสู่ภาระผู้บริโภค

KEY

POINTS

  • สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
  • ราคาน้ำมันที่จ่อปรับขึ้นจะกระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งโดยตรง ขณะที่ค่าไฟฟ้าและราคาวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม
  • ภาคเอกชนคาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 2 จะเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด เนื่องจากผู้ผลิตอาจต้องผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงปลายไตรมาส 1 และจะทวีความรุนแรงขึ้นในไตรมาส 2ประเมินได้ว่าอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ

เพราะทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่ง ดันราคาสินค้าขยับตาม โดยสถานการณ์ราคาน้ำมันแม้ปัจจุบันจะมีกองทุนน้ำมันจำกัดเพดานไว้ แต่อยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน หากปรับจาก 30 บาท มาเป็น 33 บาท จะทำให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยถึง 10% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน้นความสดใหม่

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังมีผลกระทบทางอ้อมต่อราคา "แม่ปุ๋ย" ที่อาจขาดช่วง หากหาแหล่งนำเข้าทดแทนไม่ทัน รวมถึงเม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร และสารประกอบในการผลิตสีปิโตรเคมี จนสุดท้ายผู้ผลิตจะไม่สามารถแบกรับภาระได้และต้องผลักภาระไปยังผู้บริโภคในที่สุด

ทั้งนี้ ค่าไฟก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง เพราะอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าน้ำมัน เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการผลิตของทุกอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างต้นทุนหลักของผู้ประกอบการไทยที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ แรงงาน, วัตถุดิบ และโสหุ้ย (Overhead) ที่เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ และอื่นๆ โดยคิดเป็น 1 ใน 3 ของต้นทุนทั้งหมด
 

โดยไตรมาส 2/2569คาดการณ์ว่าจะเป็นไตรมาสที่ยากที่สุด แม้สงครามจะจบลงแต่ความปั่นป่วนด้านวัตถุดิบและต้นทุนจะยังคงอยู่ ผู้ประกอบการควรกลยุทธ์บริหารสต็อกสินค้า ไม่ควรเก็บสต็อกไว้มากเกินไป ใช้แค่เพียงพอต่อความต้องการ และเร่งกระจายตลาด พยายามส่งออกไปยังตลาดที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับตลาดเดิม

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงได้ ความต้องการสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที (Pent-up Demand) โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤต ความต้องการสินค้าไทยในต่างประเทศจะยังมีอยู่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น แต่ในช่วงนี้ยังคาดการณ์ยาก การบริหารต้นทุนและการปรับตัวที่รวดเร็วคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด