thansettakij
thansettakij
เกมสงครามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ติวเข้มรัฐบาลใหม่–เอกชน ตั้งรับแรงกระแทกหนัก!

เกมสงครามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ติวเข้มรัฐบาลใหม่–เอกชน ตั้งรับแรงกระแทกหนัก!

11 มี.ค. 2569 | 09:21 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 09:21 น.

ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุจากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งกำลังเขย่าเศรษฐกิจโลก “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ราคาพลังงาน, การเงิน-ค่าเงิน และห่วงโซ่อุปทาน
  • ประเมินฉากทัศน์เลวร้ายหากสงครามยืดเยื้อ อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 2-3 หมื่นล้านบาท จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดูแลค่าครองชีพและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมชูจุดแข็งให้ไทยเป็นฐานการลงทุนที่ปลอดภัยเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
  • ภาคเอกชนควรเตรียมแผนสำรองรับมือความผันผวนด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ พร้อมกระจายความเสี่ยงของตลาดและเส้นทางขนส่ง

ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุจากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งกำลังเขย่าเศรษฐกิจโลก “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ นักธุรกิจที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจไทยและโลกมาหลายยุคสมัย มีมุมมองในการประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อไทยอย่างไร เมื่อความเสี่ยงด้านพลังงาน การค้า และภูมิรัฐศาสตร์กำลังทวีความรุนแรงพร้อมข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและเอกชนไทยในการตั้งรับวิกฤตรอบใหม่ ก่อนคลื่นเศรษฐกิจลูกใหญ่จะซัดถึงฝั่งประเทศไทย

นายสนั่น กล่าวว่า ภายใต้บริบทที่ไทยมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีความต่อเนื่องทางการเมืองสูง  จุดแข็งนี้จะเป็นทุนสำคัญในการบริหารความเสี่ยง  แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ให้แม่นยำและรวดเร็ว

ทั้งนี้ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ระยะเวลาของสงครามขึ้นกับ 2 แกนหลัก คือ ขอบเขตของการตอบโต้ และการควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและการขนส่ง

ลุ้นจบสั้นไม่เปิดสงครามภาคพื้นดิน

หากการปฏิบัติการถูกจำกัดอยู่ ในกรอบการใช้กำลังทางอากาศ เน้นเป้าหมายทางทหาร และมีช่องทางเจรจาหลังฉากผ่าน ตัวกลางเพื่อกดระดับความรุนแรง โอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วมีอยู่ โดยอาจเห็นการยุติ ความรุนแรงภายในราว 2 สัปดาห์ หากแรงกดดันจากนานาชาติโดยเฉพาะจีน รัสเซีย และประเทศสำคัญในเวทีโลกเพิ่มน้ำหนักจนทำให้การเมืองภายในประเทศมหาอำนาจเกิดแรงเบรกที่ชัดเจน

เกมสงครามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ติวเข้มรัฐบาลใหม่–เอกชน ตั้งรับแรงกระแทกหนัก!

แต่หากสถานการณ์ขยับไปสู่ฉากทัศน์ที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงหลักจะอยู่ที่การลุกลามของการตอบโต้จาก “อากาศ” ไปสู่ “ภาคพื้นดิน” หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือความไม่แน่นอนต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก หากเกิดการคุกคามเส้นทางเดินเรืออย่างจริงจัง สงครามอาจยืดเยื้อประมาณ 1 เดือนหรือมากกว่าเล็กน้อย เพราะเมื่อเส้นทางยุทธศาสตร์ถูกกระทบ ต้นทุนของทุกฝ่ายจะสูงขึ้นแรง กระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกจะขยายวง และการตัดสินใจของประเทศคู่ขัดแย้งจะซับซ้อนขึ้นทันที

“ผมคิดว่าปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่ 1. ระดับการตอบโต้และการขยายสมรภูมิ 2. สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและความปลอดภัยทางทะเล 3. น้ำหนักแรงกดดันของจีน รัสเซีย นานาชาติ 4. พลวัตการเมืองภายในของประเทศมหาอำนาจ และ 5. ความพร้อมของทุกฝ่ายในการเปิดทางลงเพื่อลดต้นทุนทางยุทธศาสตร์”

ฉากเลวร้ายไทยเสียหาย 3 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ในแต่ละฉากทัศน์ สำหรับประเทศไทยผลกระทบจะเกิดแบบลูกโซ่ผ่านราคาพลังงาน ค่าเงิน ตลาดทุน และห่วงโซ่อุปทาน

โดยฉากทัศน์ยืดเยื้อราว 1 เดือนหรือมากกว่า จะกดดันไทยชัดเจนที่สุดผ่านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับขึ้นแตะระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลที่ตามมาคือ เงินเฟ้อจากต้นทุน (cost-push) ทั้งด้านขนส่งและการผลิต กระทบกำลังซื้อและต้นทุนผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาวะสงครามมักทำให้เงินทุนไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินบาท ผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรสูงขึ้น ขณะเดียวกันค่าระวางเรือและประกันภัยทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่ม ทำให้การส่งออกบางกลุ่มถูกบีบทั้งด้านต้นทุนและเวลา

โดยภาพรวมในฉากทัศน์แรกนี้ผลกระทบเชิงมูลค่าต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ราว 20,000-30,000 ล้านบาท และทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจลดลงประมาณ 0.1–0.2% จากฐานการขยายตัวที่ราว 2%

ฉากทัศน์คลี่คลายเร็ว ราว 2 สัปดาห์ ผลกระทบจะเบากว่า เพราะความเสี่ยงด้านพลังงานอยู่ในวงที่สูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนลดลง ความผันผวนของค่าเงินและตลาดทุนจะเกิดแต่ไม่ลากยาว ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว และต้นทุนภาคเอกชนได้รับผลกระทบจำกัด โดยประเมินผลกระทบเชิงมูลค่าอยู่ ราว 10,000–20,000 ล้านบาท หรือกระทบ GDP ประมาณ 0.05–0.1% ซึ่งยังพอประคอง อยู่ในกรอบที่เศรษฐกิจไทยไม่สะดุดหนัก

“มองคิดว่าไม่ว่าจะเป็นฉากทัศน์ใด ไทยควรมองผลกระทบ 3 ช่องทางหลักพร้อมกัน คือ พลังงาน- เงินเฟ้อ, การเงิน-ค่าเงิน- ตลาดทุน, และโลจิสติกส์-ห่วงโซ่อุปทาน-ความเชื่อมั่น เพราะทั้งสามเชื่อมโยงกันและส่งผ่านเร็วต่อเศรษฐกิจไทย”

ไทยเซฟโซนพลิกวิกฤตดึงลงทุน

สำหรับข้อเสนอเชิงรับต่อภาครัฐ รัฐบาลควรดูแลแรงกระแทกค่าครองชีพและต้นทุนอย่างตรงจุด โดยบริหารกองทุนน้ำมันและพลังงานสำรองให้มีประสิทธิภาพ ลดการส่งผ่านต้นทุนรวดเร็วเกินไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการ เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคการผลิตที่จำเป็น พร้อมดูแลเสถียรภาพค่าเงินและสภาพคล่องในระบบ ไม่ให้ความผันผวนจากต่างประเทศลุกลามเป็นความเปราะบางภายในประเทศ

ในเชิงรุก ไทยควรใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย สื่อสารกับนักลงทุนว่าไทยเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ที่ปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูความมั่นคงทางอาหารและศักยภาพอุตสาหกรรมที่ไทยมี พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านการค้า การศุลกากร และการอนุญาตลงทุนให้รวดเร็ว เพราะในโลกที่ผันผวน “ความเร็วในการตัดสินใจ” คือแต้มต่อสำคัญ

ด้านภาคเอกชนควรทำ stress test จำลองสถานการณ์ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น จัดทำแผนสำรองด้านการเงินและวัตถุดิบ กระจายเส้นทางขนส่งและตลาด พร้อมยกระดับการบริหารพลังงานเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย ขณะเดียวกันควรมองหาตลาดใหม่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อย และใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน

“ประเทศไทยต้องใช้ความนิ่งและความต่อเนื่องเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ตื่นตระหนกแต่ต้องบริหารความเสี่ยงให้เร็ว หากรัฐคุมเสถียรภาพต้นทุนและความเชื่อมั่นได้ ขณะที่เอกชนปรับตัวเชิงรุก เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ราว 2%” นายสนั่น กล่าว