
ส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง “เป็นศูนย์” เรือหยุดวิ่ง ลุ้นสายเรือจีนเจรจาเปิดทาง
สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยื้อ กระทบเส้นทางเดินเรือ ส่งออกไทยไปตะวันออก “หยุดนิ่งเป็นศูนย์” เหลือเพียงการขนส่งทางอากาศที่ต้นทุนสูง ภาคเอกชนลุ้นจีนเจรจาเปิดทางสายเรือ ขณะราคาน้ำมันพุ่ง ดันค่าประกันภัยความเสี่ยงเพิ่ม เสี่ยงดันต้นทุนและราคาสินค้าไทยในตลาดโลก
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้สายการเดินเรือระงับการให้บริการ ทำให้การส่งออกของไทยทางเรือไปยังภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
- ผู้ส่งออกไทยเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม และต้องพิจารณาการขนส่งทางอากาศที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเป็นทางเลือก
- ภาคเอกชนไทยคาดหวังว่าการเจรจาระหว่างจีนและอิหร่านจะช่วยเปิดเส้นทางให้สายเรือจีนกลับมาเดินเรือได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นช่องทางส่งออกสินค้าไทยได้
สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญของการส่งออกไทยภาคเอกชนยอมรับว่าเวลานี้การส่งออกสินค้าไทยไปตะวันออกกลางผ่านทางเรือ “หยุดนิ่งทั้งหมด” ท่ามกลางความหวังใหม่จากการเจรจาของจีนกับอิหร่านที่อาจเปิดทางให้สายเรือกลับมาวิ่งได้ก่อน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรง และส่อเค้ายืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าไปยังตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเดินเรือที่ต้องผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค ปัจจุบันผู้ส่งออกไทยไม่สามารถส่งสินค้าไปตะวันออกกลางผ่านทางเรือได้ เนื่องจากสายเรือระงับการรับจองระวางเรือ(บุ๊กกิ้ง) ทั้งหมดจากความกังวลด้านความปลอดภัย
“ตอนนี้ทางเรือส่งไม่ได้เลย เป็นศูนย์ เพราะสายเรือไม่กล้าวิ่งและไม่รับจองตู้สินค้า” นายวิศิษฐ์กล่าว
สำหรับตะวันออกกลางถือเป็นตลาดสำคัญของไทย มีสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกทั้งหมด โดยสินค้าหลักได้แก่ ยานยนต์ และชิ้นส่วน, สินค้าเกษตร, อาหารสำเร็จรูป, ปลากระป๋อง และ ผักผลไม้แปรรูป โดยตลาดหลักคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งใช้ท่าเรือเจเบล อาลี เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า และซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali Port) ซึ่งเป็นจุดรับสินค้าหลักของไทย กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ทำให้สายเรือส่วนใหญ่หยุดการเดินทางทันที
สำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ผู้ส่งออกต้องเลือกทางออกสองทาง ได้แก่ หนึ่ง ดึงสินค้ากลับประเทศ ซึ่งต้องเสียค่าระวางไป-กลับ และสอง ฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือใกล้เคียงตลาดปลายทางเพื่อรอสถานการณ์คลี่คลาย โดยทั้งสองทางเลือกต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่เพิ่มขึ้นทันทีหากการเดินเรือกลับมา โดยมีการตั้งเรตเบื้องต้นไว้ที่
- ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต ประมาณ 2,000 ดอลลาร์
- ตู้ 40 ฟุต ประมาณ 3,000 ดอลลาร์
- ตู้แช่เย็น ประมาณ 4,000 ดอลลาร์
“ค่าระวางเรือขึ้นบ้างแต่ไม่มาก สิ่งที่หนักที่สุดคือค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังเกิดสงคราม จากความกังวลต่อความไม่มั่นคงของอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง
โดยต้นทุนพลังงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโลจิสติกส์และโรงงานอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานเฉลี่ยประมาณ 2–10% ของต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังส่งผลต่อราคาปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางยังพอทำได้ผ่านการขนส่งทางอากาศ แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน เนื่องจากสายการบินเพิ่งเริ่มทยอยกลับมาบิน และต้นทุนการขนส่งทางอากาศสูงกว่าทางทะเลหลายเท่า จึงเหมาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือสินค้าเน่าเสียง่าย เช่น อาหารสด การซื้อขายจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อและผู้ขายสามารถรับราคาที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
สำหรับหนึ่งในความหวังสำคัญของส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง คือการที่จีนกำลังเจรจากับอิหร่าน เพื่อเปิดทางให้สายเรือจีนสามารถเดินเรือในเส้นทางตะวันออกกลางได้ก่อนหากการเจรจาสำเร็จ ไทยอาจสามารถใช้สายเรือจีนเป็นช่องทางส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้
“ถ้าเรือจีนวิ่งได้ก่อน ไทยก็ยังมีโอกาสส่งสินค้าไปได้ แต่ต้องดูว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะรับได้หรือไม่” นายวิศิษฐ์ กล่าว
สำหรับฉากทัศน์ความเสี่ยงเศรษฐกิจประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายภายใน 1 เดือน ผลกระทบต่อการค้าโลกและการส่งออกไทยจะอยู่ในระดับจำกัด และอาจฟื้นตัวได้ภายใน 6 เดือน แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบอาจรุนแรงมากขึ้น โดยตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกไทย อาจหายไปครึ่งหนึ่งหรือหายไปทั้งหมดในช่วงหนึ่ง
ในเบื้องต้นภาครัฐและเอกชนกำลังหารือจัดตั้ง War Room หรือศูนย์ติดตามสถานการณ์การค้าในตะวันออกกลาง เพื่อประสานข้อมูลกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในแต่ละประเทศ เป้าหมายคือการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และเตรียมจังหวะการส่งออกทันทีเมื่อเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดอีกครั้ง
สำหรับแผนสำรองการค้าในเชิงยุทธศาสตร์ ภาคเอกชนเสนอให้ไทยเร่งกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดเดียว พร้อมเดินหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ เพื่อเปิดตลาดใหม่ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวด้านพลังงานและความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงานทดแทนและโซลาร์เซลล์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพลังงานโลก
“ในระยะยาวเราคงหวังพึ่งการอุดหนุนพลังงานจากรัฐอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกองทุนน้ำมันก็มีข้อจำกัด ธุรกิจต้องปรับตัวเองเพื่อรับมือความไม่แน่นอนของโลก” นายวิศิษฐ์ กล่าว

