
'โมจตาบา คาเมเนอี' แข็งกร้าวกว่าพ่อ ตัวเลือกเดียวที่กองทัพ IRGC ยอมสยบ
มัดรวมบทวิเคราะห์สื่อระดับโลกท่ามกลางสงครามอิหร่าน เจาะลึกเหตุผลทำไมบุตรแห่งเงามืด "โมจตาบา คาเมเนอี" ถึงเป็นตัวเลือกเดียวที่กองทัพ IRGC ยอมสยบให้ ในการขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แม้ประชาชนจะสาปแช่งและไร้บารมีทางศาสนา
KEY
POINTS
- โมจตาบา คาเมเนอี มีฐานอำนาจที่แข็งแกร่งจากการควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) และหน่วยข่าวกรอง ผ่านเครือข่ายเพื่อนร่วมรบเก่า ทำให้เขาเป็นตัวเลือกเดียวที่กองทัพยอมรับ
- การขึ้นสู่อำนาจของเขาถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบ "พ่อสู่ลูก" ซึ่งเป็นความพยายามของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและ IRGC ในการรักษาเสถียรภาพและส่งสัญญาณความต่อเนื่องของนโยบาย
- เขามีอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลและถูกมองว่าเป็นผู้นำสายเหยี่ยวที่อาจตัดสินใจเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็นเกราะป้องกันระบอบการปกครอง
- โมจตาบาเป็นที่รู้จักในฐานะ "สถาปนิกแห่งการปราบปราม" ผู้อยู่เบื้องหลังการกวาดล้างผู้ประท้วง และการขึ้นสู่อำนาจของเขาหมายถึงการปิดประตูการปฏิรูปภายในประเทศ
ในขณะที่ควันดำจากการโจมตีคลังน้ำมันยังคงปกคลุมเหนือกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน
การตัดสินใจของสภาผู้ทรงคุณวุฒิ (Assembly of Experts) จำนวน 88 รูป ที่ลงมติ "เป็นเอกฉันท์" แต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) วัย 56 ปี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่าน ได้กลายเป็นแผ่นดินไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมเจาะลึกบทวิเคราะห์จากสื่อชั้นนำระดับโลก รวมทั้งสื่ออิหร่าน ที่มองเหตุการณ์นี้ผ่านเลนส์ที่ต่างกัน เพื่อหาคำตอบว่า "ทำไมต้องเป็นคนนี้" ท่ามกลางวิกฤตที่ชี้เป็นชี้ตายของระบอบอิสลาม
การกลับมาของระบอบ "สืบสันตติวงศ์" ที่เคยถูกทำลาย
The Guardian วิเคราะห์ว่านี่คือหมุดหมายที่น่าตื่นตระหนก เพราะเป็นครั้งแรกนับจากการปฏิวัติอิสลามที่อำนาจสูงสุดถูกส่งต่อจาก "พ่อสู่ลูก" ซึ่งขัดแย้งกับอุดมการณ์ดั้งเดิมของรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์โดยตรง
เดอะการ์เดียน มองว่าการตั้งโมจตาบาคือความพยายามสร้าง "เอกภาพแห่งชาติ" ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่การเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อย่างรุนแรง เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศกร้าวแล้วว่าโมจตาบาคือตัวเลือกที่ "ยอมรับไม่ได้" และเตือนว่าผู้นำคนใหม่นี้อาจ "อยู่ได้ไม่นาน" หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ ก่อน
สัญญาณความต่อเนื่องและการปฏิเสธความล้มเหลว
CNBC เน้นย้ำว่าการเลือกโมจตาบาคือการส่งสัญญาณว่าระบอบการปกครองของอิหร่าน "ไม่ได้กำลังล่มสลาย" แม้จะเผชิญกับการโจมตีอย่างหนัก
การเลือกเขาคือการส่งข้อความว่า "จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง" ในเชิงนโยบาย แม้โมจตาบาจะถูกทรัมป์ตราหน้าว่าเป็นพวก "รุ่นเฮฟวี่เวทที่ไร้น้ำหนัก" (Lightweight) และขาดคุณสมบัติทางศาสนาระดับสูง (ไม่ได้เป็นอายะตุลลอฮ์)
แต่ระบอบเลือกเขาเพื่อรักษา "ด้ามจับเหล็ก" (Iron grip) ผ่านสถาบันหลักที่ยังคงภักดีต่อตระกูลคาเมเนอีต่อไป
พยัคฆ์ร้ายแห่ง "กองพันฮาบิบ" และเครือข่ายความมั่นคง
บทวิเคราะห์จาก Iran International เจาะลึกถึงรากฐานอำนาจที่แท้จริงของโมจตาบา ซึ่งไม่ได้มาจากสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก "กองพันฮาบิบ" (Habib Battalion) ในสมัยสงครามอิหร่าน-อิรัก เพื่อนร่วมรบในกองพันนี้
ปัจจุบันได้เติบโตขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยข่าวกรองและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) ทำให้เขากลายเป็น "ผู้คุมประตู" (Gatekeeper) ที่มีอำนาจต่อรองสูงสุดในทำเนียบผู้นำ
นอกจากนี้ เขายังถูกมองว่าเป็น "สถาปนิกแห่งการปราบปราม" ที่อยู่เบื้องหลังการกวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงในปี 2009 และการปราบปรามในปัจจุบัน
อาณาจักรเศรษฐกิจสีเทาและช่องว่างทางกฎหมาย
Al Jazeera ฉายภาพให้เห็นถึง "อาณาจักรเศรษฐกิจ" มหาศาลที่โมจตาบาถือครองผ่านเครือข่ายนอมินี เขามีชื่อเชื่อมโยงกับการยักย้ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านธนาคารที่ล้มละลายอย่าง Bank Ayandeh ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงขึ้น
ในแง่ของกฎหมายศาสนา แม้เขาจะมีบรรดาศักดิ์เพียง "Hojatoleslam" (ระดับกลาง) แต่อัลจาซีรามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะในอดีตพ่อของเขาก็เคยได้รับ "การยกเว้นและแก้ไขกฎหมาย" เพื่อให้ขึ้นสู่อำนาจได้เช่นกัน
ดังนั้นอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจจึงสำคัญกว่าคัมภีร์ศาสนาในบริบทนี้
ผู้นำสายเหยี่ยวและเส้นทางสู่ "ระเบิดนิวเคลียร์"
สำนักข่าว AP วิเคราะห์ว่าโมจตาบาอาจมีแนวคิดที่ "แข็งกร้าวยิ่งกว่าพ่อ" ในฐานะผู้นำกองทัพและผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเหนือโครงการนิวเคลียร์ เขาอาจเลือกทำในสิ่งที่พ่อของเขาไม่เคยทำ นั่นคือการสั่งการให้เร่งผลิต "อาวุธนิวเคลียร์" เพื่อใช้เป็นโล่กำบังระบอบ
ขณะที่อิหร่านเริ่มขยายวงการโจมตีไปยังแหล่งน้ำมันและโรงผลิตน้ำจืดในประเทศอ่าวอาหรับเพื่อกดดันตลาดโลก
การขึ้นมาของโมจตาบา AP จึงถูกมองว่าเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อ "ทำสงครามเต็มรูปแบบ" มากกว่าการเจรจา
เดิมพันหมดหน้าตักของฝ่ายอนุรักษนิยม
CNN สรุปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้คือการ "Double Down" หรือทุ่มหมดหน้าตักของกลุ่มสายแข็งและ IRGC โมจตาบาคือผู้บงการทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอดีตประธานาธิบดีสายแข็งอย่าง มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด การขึ้นสู่ตำแหน่งของเขาคือการปิดประตูตายสำหรับการปฏิรูปภายในประเทศ
แม้ประชาชนจะเคยประท้วงด้วยคำสาปแช่งอย่าง "ขอให้โมจตาบาตายเสียเถอะ จะได้ไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำ" แต่สุดท้าย ระบอบก็เลือกที่จะรักษาเสถียรภาพของกลุ่มชนชั้นนำมากกว่าฟังเสียงประชาชน เพื่อยืนยันว่าแรงกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอลจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของอิหร่านได้

